บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Nissan March สเปค ราคา


Nissan March สเปค ราคา
     หลังจากโครงการ รถคันแรก นี้ได้รับความนิยม จากประชาชนเป็นอย่างมาก มียอดจองรถ จนต้องต่อคิวไปจนถึงปีหน้า และทางบริษัทค่ายรถ ไม่สามารถผลิตและส่งมอบให้ทัน ตามเวลาเงื่อนไขเดิม ซึ่งวันนี้ ครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยจะยืดเวลาการรับมอบรถ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ผู้ใช้สิทธิต้องจองรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และต้องยื่นคำของใช้สิทธิ์และเอกสารประกอบการใช้สิทธิ์ภายใน 90  วัน นับแต่วันที่รับมอบรถให้ก่ำนักงานสรรพสามิตพื้นที่
ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 มีจำนวนผู้ยื่นขอใช้สิทธิฯ ตามโครงการรถคันแรกกับกรมสรรพสามิตแล้วประมาณ 93,833 ราย โดยจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายคืนประมาณ 6,823 ล้านบาท  …ยังไงก็เร่งทำเรื่องให้เสร็จก่อนสิ้นปีนี้นะครับ
       หลังจาก Nissan Mach ได้เสียงตอบรับ เป็นอย่างดี แม้วันนี้จะเกิดคู่แข่ง รถตระกูล Ecocar ขึ้นหลายค่าย แต่ นิสสัน วันนี้ไม่หยุดพัฒนาออก รุ่น คอนเซปต์คาร์ พันธุ์สปอร์ต Compact Sport Concept คือชื่อของคอนเซปต์คาร์ตัวใหม่ของค่ายนิสสัน รถรุ่นนี้จะมาในสไตล์ 3 ประตู Hatchbackได้รับการออกแบบโดยการร่วมมือกันระหว่างศูนย์ออกแบบ Global Design Center  ของญี่ปุ่นและศูนย์ออกแบบ Beijing Design Studio ของจีน
โดยเฉพาะไฟหน้าและแผงกระจังหน้าแบบ 2 ชั้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ ของทาง นิสสัน มาร์ช อยู่แล้ว ให้คอนเซปต์คาร์ตัวนี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ในส่วนของตัวถังมีการแต่งเติมความเป็นสปอร์ต เสริมความบึกด้วยการตีโป่งซุ้มล้อ โดยเฉพาะกระจกหน้าดีไซน์แปลก มีส่วนเว้าเข้าไปเหนือด้านบนของหลังคาซ้าย-ขวาแต่ที่แน่นอนเครื่องยนต์ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงก็ใหญ่โตขึ้นไม่แพ้โครงสร้าง เลือกเพิ่มความเร่งขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบความจุ 1.6 ลิตร ที่มีแรงม้ามาวิ่งเล่น 190 ตัว เกียร์อัตโนมัติ CVT 6 สปีด มีโหมดเกียร์ธรรมดาให้เล่นอีกด้วย รูปแบบภายในมีกลิ่นอายของ March  ไม่ว่าจะช่องแอร์ทรงกลม หรือแม้กระทั่งรูปทรงของแอร์ดิจิตอลทรงกลม เรือนไมล์ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงแฝงความสปอร์ตเข้ามา
และพวงมาลัยทรงตัดด้านล่างดูล้ำสมัยเว่อร์ March ที่ทำตลาดในบ้านเราตอนนี้เป็นรุ่น Hatchback 5 ประตู ทำให้คิดว่าหรือจริงๆ แล้วคอนเซปต์คาร์คันนี้มันคือพื้นฐานของ March รุ่น 3 ประตูกันแน่  แต่ถ้านิสสันคิดว่าจะนำ March รุ่น 3ประตูเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยแล้วละก็ อยากให้ลองกลับไปถามบรรดาค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าและฮอนด้าดู เพราะทั้งสองค่ายต่างก็เคยหัวคะมำกับรถ 3 ประตูของตนเองมาแล้ว..http://www.thairath.co.th/content/life/266503
สรุปคราวๆดังนี้
Nissan March 1.2 E CVT  เงินคืนโดยประมาณ 65ooo บาท
Nissan March 1.2 E MT    เงินคืนโดยประมาณ 60ooo บาท
Nissan March 1.2 EL CVT  เงินคืนโดยประมาณ 69ooo บาท
Nissan March 1.2 EL CVT Sport Version  เงินคืนโดยประมาณ 72ooo บาท
Nissan March 1.2 V CVT  เงินคืนโดยประมาณ 71000 บาท
Nissan March 1.2 VL CVT  เงินคืนโดยประมาณ 76000 บาท
Nissan March 1.2 VL CVT Sport Version  เงินคืนโดยประมาณ 79ooo บาท
Nissan March 1.2 S MT  เงินคืนโดยประมาณ 53000 บาท

Nissan Almera น่าใช้หรือเปล่า


Nissan Almera น่าใช้หรือเปล่า
 เปิดตัวไปแล้วสำหรับ นิสสัน อัลเมรา หรือ Nissan Almera อีโค คาร์ รุ่นใหม่จากค่ายนิสสัน โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 429,000 – 599,000 บาท เอาใจคนรุ่นใหม่อาศัยในเมือง แต่ชอบอีโคคาร์ สไตล์ซีดาน
nissan almera
นิสสัน อัลเมร่า เปิดตัวแล้วในประเทศไทยในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา และจะมีการจัดงานเปิดตัวที่สยามพารากอน ในวันที่ 8 – 9 ตุลาคม 2554 ด้วย โดยทาง Nissan Almera ได้เลือกพระเอกหล่อขั้นเทพอย่าง โดม ปกรณ์ ลัม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา นิสสัน อัลเมร่า
nissan almera
ทั้งนี้ ทางนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) เผยว่า ขณะนี้ทางบริษัทได้ดำเนินการผลิตและประกอบนิสสัน อัลเมร่าแล้วดังนั้น จึงยืนยันความพร้อมในการส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ได้ทันทีหลังจากการเปิดตัวอย่างแน่นอน โดยคาดว่า นิสสัน อัลเมร่า จะแบ่งเป็น 6 รุ่น ได้แก่ S MT, E MT, E CVT, ES CVT, V CVT, VL CVT มีทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีน้ำตาล เกรย์ยิช บรอนซ์, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์, สีดำ แบล็ก สตาร์, สีขาว ไวท์ โวลิด, สีแดง เบิร์นนิ่ง เรด, สีน้ำเงิน ดาร์ค บลู (สำหรับรุ่น 1.2 S จะมีเฉพาะสีเงิน สีดำ และสีขาวเท่านั้น) และสำหรับเบาะที่นั่งจะเป็น เบาะผ้าสีดำเป็นมันในรุ่น 1.2 S และเป็นเบาะผ้าสีดำธรรมดาในรุ่น 1.2 E, 1.2 ES, 1.2 V, 1.2 VL
ส่วนเรื่องของราคานั้น จะเริ่มต้นที่ 429,000 – 599,000 บาท ซึ่งจุดเด่นหลัก ๆ ของอีโคคาร์รุ่นใหม่นี้คือ ห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา ประหยัดน้ำมัน และมีระบบ Idelling Stop แยกการทำงาน
สำหรับ Almera ตัวนี้ ทางนิสสันได้นำโครงพื้นฐานเดิมของ Sunny มาต่อยอดและดีไซน์แบบรถขึ้นมาใหม่ในสไตล์ซีดาน รวมถึงนำสไตล์ของ Tiida มาปรับตกแต่งให้ผสมผสานกันจนออกมาเป็น นิสสัน อัลเมร่า เวอร์ชั่นปี 2012 ให้เห็นกันในที่สุด ซึ่งจะเห็นได้จากการออกแบบใหม่ทั้งคันด้วยไฟหน้าขนาดใหญ่ กระจังหน้าที่เข้ากับรูปทรงของตัวรถซึ่งเป็นวัสดุที่ทำมาจากโครเมี่ยม พร้อมล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบให้มีความกว้างสบายมากกว่ารุ่นก่อน ๆ ของนิสสัน พร้อมด้วยการตกแต่งภายในที่ดูธรรมดา ๆ แต่เรียบหรูตามสไตล์ของนิสสัน แถมด้วยลูกเล่นต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะบนพวงมาลัย ที่เอื้อต่อการใช้งานของคนขับโดยตรง พร้อมด้วยจุดเด่นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจกับระบบ “ไอเดิล สต็อป” (Idle Stop) หรือระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ โดยจะติดตั้งสวิตช์แยกการทำงาน ซึ่งผู้ขับสามารถเลือกใช้หรือไม่ใช้ระบบดังกล่าวได้ง่าย ๆ ด้วยตนเอง
ขณะที่ในส่วนของเครื่องยนต์ นิสสัน อัลเมร่า มาพร้อมกับเครื่องยนต์ HR12DE 3 สูบ 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ขับเคลื่อนผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด มีอ็อปชั่นเป็นเกียร์ Xtronic CVT เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะขับในเมืองหรือนอกเมือง ก็ช่วยประหยัดน้ำมันได้อยู่พอสมควร
นิสสัน อัลเมร่า คันนี้ถือเป็นอีโคคาร์แบบ 4 ประตูซีดานรายแรกของเมืองไทย ต่อยอดความสำเร็จต่อจาก “มาร์ช” (March) ที่ครองใจคนเมืองจนมียอดขายชนิดที่ว่าถล่มทลาย นี่เองจึงทำให้นิสสัน ได้ก้าวขึ้นมาท้าชิงกับตำแหน่งผู้นำด้านตลาดอีโคคาร์ค่ายอื่น ๆ แบบเต็มตัวเลยทีเดียวเชียวล่ะ

Honda Freed สเปค ราคา


Honda Freed สเปค ราคา
 หลังจากที่ทางบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) ได้จัดหนักเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่นใหม่ ได้แก่ “นิว ฮอนด้า ซีวิค”,  ”ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด” และ “ฮอนด้า ซิตี้ ซีเอ็นจี” มาทำให้วงการรถยนต์ในบ้านเราสั่นสะเทือนกันไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่หนำใจเลยจัดการเผยโฉม “ฮอนด้า ฟรีด” (Honda Freed) ดีไซน์ใหม่ออกมาเพิ่มเติม โดยคุณสมบัติเด่นอยู่ที่ความเอนกประสงค์ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดกลางที่กำลังมองหารถดี ๆ สักคันเป็นอย่างยิ่ง พร้อมเปิดเผยถึงราคาจำหน่ายให้ทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฮอนด้า ฟรีด ตัวใหม่นี้ เป็นรถยนต์ 7 ที่นั่ง แบบปรับปรุงรูปโฉมใหม่ โดยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวของรถในรูปแบบของสปอร์ตคาร์ ปรับปรุงการดีไซน์ของกันชนหน้าและกระจังหน้าขึ้นมาใหม่ ไฟหน้าเป็นแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ สปอยเลอร์หลังและล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่
ประตูข้างแบบสไลด์ซ้ายขวาที่ช่วยให้ขึ้นลงได้อย่างง่ายดาย ด้านเครื่องยนต์มาในรูปแบบ 4 สูบ 16 วาล์ว i-Vtec ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 118 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.7 กิโลกรัมต่อเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 ระดับ ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Grade Logic Control ช่วยเพิ่มการตอบสนองเวลาขับ ระบบ Direct Control และ Shift Hold Control ช่วยรักษาความเร็วขณะเข้าโค้ง และระบบพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียน และเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPS) รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.2 เมตร
ส่วนภายในห้องโดยสารนั้น ตกแต่งด้วยสีเบจช่วยเสริมความสวยงามได้ดีเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ห้องโดยสารมีขนาดกว้าง เบาะที่นั่งคนขับสามารถปรับระดับสูงต่ำได้ โดยเบาะนั่งในแถวที่ 2 แยกออกจากกันได้ และแถวที่ 3 ปรับพับได้ พร้อมมีพนักแขนให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีเด่น ๆ ได้แก่ มาตรวัดเเสดงอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเนวิเกเตอร์นำทาง และสิ่งสร้างความบันเทิงอย่างเครื่องเล่นวิทยุ MP 3 พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB และ AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง รวมไปถึงลำโพงภายในห้องโดยสารอีก 4 ตัวด้วย
สำหรับ ฮอนด้า ฟรีด ใหม่ มีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่นเอสอี (SE) และรุ่นอีแอล (EL) โดยรุ่นอีแอล จะมีความพิเศษมากกว่า ตรงที่มีเครื่องเล่นดีวีดี และจอ LCD ขนาด 10 นิ้ว อยู่ด้านผู้โดยสารตอนหลัง สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย และระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Bluetooth เพิ่มเติมเข้ามาอีกด้วย ส่วนในเรื่องของสีมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ  สีขาวบริลเลียนท์ (มุก, เพิ่มเงิน 10,000 บาท), สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) และสีแบบใหม่ล่าสุด สีน้ำตาลสปาร์คลิ่ง (เมทัลลิก) สำหรับผู้ที่สนใจก็สามารถเลือกซื้อตามศูนย์ฮอนด้าได้เลย โดยราคานั้น สำหรับรุ่นเอสอีราคาอยู่ที่ 839,000 บาท ส่วนรุ่นอีแอลราคา 949,000 บาท

Honda Civic รุ่นใหม่


Honda Civic รุ่นใหม่
        Honda Civic อัจฉริยะแห่งสปอร์ตซีดานหรู สู่ตัวตนแห่งความสมบูรณ์แบบ ล้ำหน้าอย่างลงตัวกับ ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ให้ทุกองศาการใช้ชีวิตเป็นไปได้ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง พร้อมขับเคลื่อนคุณสู่โลกแห่ง ความสมบูรณ์แบบสัมผัสสปอร์ตซีดานอัจฉริยะที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่
        ในตัวคุณด้วย i-MID เทคโนโลยีล่าสุดที่ให้คุณสื่อสารกับรถได้โดยตรง ผสานขุมพลังเอกลักษณ์เฉพาะ ที่มาพร้อมกับ นวัตกรรม Eco Assist ช่วยให้การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นหนึ่งเดียว กับสิ่งแวดล้อม ตอบรับทุกการ ขับขี่อย่างแท้จริง
เร้าใจทุกรายละเอียด มั่นใจทุกจุดหมาย โลดแล่นไปกับสมรรถนะอันทรงพลัง ปลอดภัยตลอดเส้นทางด้วยเทคโนโลยี ความปลอดภัยมาตรฐานสากล เครื่องยนต์ SOHC i-VTEC 2.0 ลิตร 155 แรงม้า และ 1.8 ลิตร 141 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ขับขี่นุ่มนวล
         ตอบสนองทันใจ ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง และ ระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง ให้การยึดเกาะถนนและ การทรงตัวที่ดีเยี่ยม ถุงลมคู่หน้า Dual SRS และ ถุงลมด้าน ข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbag ผสานการทำงาน ด้วยระบบควบคุม การทรงตัว VSA พร้อมระบบป้องกันล้อ ล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรกแบบ อิเล็กทรอนิกส์ EBD
มาดูราคา All new Honda civic กันเลยครับผม
ราคา Honda Civic 1.8 S M/T 773,000 บาท
ราคา Honda Civic 1.8 S A/T 828,000 บาท
ราคา Honda Civic 1.8 E A/T 909,000 บาท
ราคา ฮอนด้า ซีวิค 1.8 E A/T NAVI 964,000 บาท
ราคา ฮอนด้า ซีวิค 2.0 EL A/T NAVI 1,124,000 บาท

รถฟอร์ดเฟียสต้ารุ่นใหม่ล่าสุด


รถฟอร์ดเฟียสต้ารุ่นใหม่ล่าสุด
ราคารถซับคอมแพ็ค ฟอร์ดเฟียสต้า เป็นไปตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้าตั้งแต่ต้นปีมาแล้วคือเริ่มต้นที่ 5.29 แสนบาท สำหรับเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ส่วนเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรเริ่มต้นที่ 6.44 แสนบาท
Fiesta เฟียสต้า 5 ประตู

รถ Ford Fiesta นี้มีสองตัวถังให้เลือกคือแบบแฮทช์แบ็คและซีดาน โดยรุ่นตัวถังซีดาน จะเพิ่มเบาะหนังพรีเมียมและระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
เครื่องยนต์ Duratec มีให้เลือกสองตัวคือ 1.4 ลิตร และ 1.6 ลิตร ระบบส่งกำลังสามแบบคือเกียร์ธรรมดา, อัตโนมัติ และ เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ (6 เกียร์กึ่งอัตโนมัติ Dual clutch) ซึ่งเกียร์ตัวสุดท้ายนี้จะมากับเครื่อง 1.6 ลิตร ในขณะที่เกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติจะมีในรุ่นที่มากับเครื่อง 1.4 ลิตร
Fiesta เฟียสต้า 5 ประตู

อ็อพชั่นในรถเฟียสต้าตัวนี้จะมีสามเซ็ตให้เลือกคือรุ่น “สไตล์”, รุ่น “เทรนด์” และรุ่น “สปอร์ต” โดยรุ่นเทรนด์ และรุ่นสปอร์ตจะมีระบบ ESP ซึ่งตรวจจับการยึดเกาะถนนและสั่งเบรคอัตโนมัติหากว่ามีการเสียการทรงตัว ส่วนรุ่นสปอร์ตจะมีพอร์ท USB สำหรับเสียบเปิดฟังเพลงซึ่งควบคุมได้จากแผงคอนโซล มีบลูทูธ และระบบสั่งการด้วยเสียง
ราคาแต่ละรุ่นมีดังนี้
รุ่นสไตล์ 
ซีดาน 1.4 ลิตร เกียร์ธรรมดา 529,000
ซีดาน 1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 564,000
แฮทช์แบ็ค 1.4 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 574,000
รุ่นเทรนด์
ซีดาน 1.6 ลิตร เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 644,000
แฮทช์แบ็ค 1.6 ลิตร เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 654,000
รุ่นสปอร์ต
ซีดาน 1.6 ลิตร เกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 699,000
แฮทช์แบ็ค 1.6 ลิตร เกียร์เพาวเวอร์ชิฟท์ 699,000
ข้อมูลนี้ยืนยันอย่างเป็นทางการโดย Ford ประเทศไทย ในวันเปิดสายการผลิต Ford Fiesta ที่โรงงานในจังหวัดระยองเมื่อวานนี้ (6 กรกฎาคม)
ท่านที่สนใจสามารถจองฟอร์ดเฟียสต้าได้แล้วที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ
รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว เทคโนโลยีล้ำสมัยที่พบได้ในรถระดับพรีเมี่ยมเท่านั้น รวมถึงการประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า ทำให้ฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เป็นยนตรกรรมสมบูรณ์แบบสำหรับคุณ
ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางเหมาะสำหรับความสนุกสนานในวันพักผ่อนกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ขณะเดียวกันความกะทัดรัดของตัวรถยังเหมาะสำหรับการลัดเลาะอย่างคล่องตัวแม้ในซอยที่แคบ
การสื่อสารและความบันเทิงขณะขับขี่ยังเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะคุณสามารถโทรหาเพื่อน หรือเลือกเพลงโปรดได้โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย
เพิ่มความมั่นใจทุกการขับขี่ ด้วยรูปแบบการจัดวางอุปกรณ์และสวิตช์ควบคุมต่างๆ ที่คล้ายคลึงกับอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัย ให้ความคุ้นเคยและตอบสนองสัญชาติญาณในการใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย
ที่สำคัญที่สุด คือระบบความปลอดภัยที่เหนือกว่าที่คุณจะพบได้ภายในฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ ที่พร้อมปกป้องดูแลคุณและผู้ร่วมทางในทุกช่วงเวลา
เหตุผลต่างๆ เหล่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ของ 4 เหตุผลสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าฟอร์ด เฟียสต้า ใหม่ เป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับคุณ

เชฟโรเลต โซนิค คุณภาพดีราคาไม่เเพง


เชฟโรเลต โซนิค คุณภาพดีราคาไม่เเพง
  ไม่ต้องไหว้ครูกันนานครับ สำหรับธุรกิจของจีเอ็มในไทยที่ใช้แบรนด์เชฟโรเลตเป็นหัวหอกในการลุยตลาด หลังบริษัทแม่ปรับโครงสร้างใหม่ลงตัว พร้อมกับโรงงานผลิตรถยนต์-เครื่องยนต์ที่จังหวัดระยองเสร็จสมบูรณ์ ทั้งปิกอัพ “โคโลราโด” พีพีวี “เทรลเบลเซอร์” เอสยูวี “แคปติวา”เก๋งคอมแพกต์ “ครูซ” และล่าสุด “โซนิค” เก๋งซับคอมแพกต์รุ่นใหม่ ต่างทยอยออกมาจากสายการผลิตและลงโชว์รูมให้คนไทยได้เลือกเพียบ
   …รวมๆแล้วศูนย์การผลิตแห่งนี้สามารถเนรมิตรถได้ถึง 6 โมเดล (รวมอาวีโอ 1.6ซีเอ็นจีที่ยังขายอยู่) เครื่องยนต์อีก 15 รุ่น ระบบส่งกำลังกว่า 40 ชุด ซึ่งถือเป็นความทันสมัยบนความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิต ที่จีเอ็มลงทุนไปกว่า 30,000 ล้านบาท
ในส่วนของ“โซนิค”ถือเป็นโกลบอลโมเดล (Global model) ตัวสำคัญที่เชฟโรเลตจะใช้ลุยตลาดรถเล็กทั่วโลก ซึ่งเห็นความชัดเจนตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เมื่อผู้บริหารของเชฟโรเลต(จีเอ็ม) เห็นว่ารุ่นเดิมอย่าง “อาวีโอ” ชื่อชั้นยังไม่ติดตาโดนใจลูกค้ามากนัก แถมไม่มีคุณค่าที่สั่งสมให้เหมาะแก่การรักษาชื่อนี้เอาไว้ (เพราะเพิ่งเริ่มขายต้นศตวรรษที่ 20 นี่เอง)
   ขณะเดียวกันทิศทางการพัฒนาเก๋งซับคอมแพกต์รุ่นใหม่ จะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นให้ชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นการทำตลาดในหลายๆประเทศจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อ“อาวีโอ” ไปเป็น“โซนิค” ที่ดูมีพลังและความกระฉับกระเฉงมากกว่า ซึ่งสัมพันธ์กับรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นตัวถังซีดานและแฮทซ์แบก 5 ประตู
     สำหรับประเทศไทย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำ “โซนิค ใหม่” มาอวดโฉมในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2012 ที่ผ่านมา จากนั้นเพิ่งเผยรายละเอียดทางเทคนิคพร้อมราคา และเปิดรับจองอย่างเป็นทางการเมื่อ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งใครจองล็อตแรกสำหรับตัวถังซีดานจะได้รับรถทันทีปลายเดือนนี้ ส่วนตัวถังแฮทช์แบ็กต้องรอไปอีกหนึ่งเดือน
   โดย“โซนิค” ตัวถังซีดาน โครงสร้างใหญ่กว่าอาวีโอเดิมทุกมิติ ด้วยความยาว 4,399 มม.กว้าง 1,735 มม. สูง 1,517 มม. และระยะฐานล้อ 2,525 มม. มาพร้อมหน้าตาคมคาย ผิวพรรณเส้นสายเฉียบคม โดดเด่นกับไฟหน้าคู่ตัดกับเรือนสีดำ กระจังหน้าแบบดูอัลพอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ไฟท้ายโคมโตเต็มตา
ทั้งนี้ตัวถังซีดานรุ่น LT จะมากับล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว ประกบยางคอนติเนนตัล 195/65 R15 ส่วนLTZ ใช้ 205/45 R16 ขณะที่ตัวถังแฮทช์แบ็กจะมากับล้อขนาด16 นิ้วเป็นมาตรฐาน
       …ดูแล้วเหมือนเชฟโรเลตจะพยายามฉีกหนีความเป็นเกาหลีที่ติดมากับอาวีโอเดิม อย่างการใช้ยางก็เล่นของ “คอนติเนนตัล” ที่สำคัญยังพยายามสื่อสารว่า “โซนิค” ใช้ทั้งแพลตฟอร์ม (Gamma)ที่พัฒนาใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่จากยุโรปอีกด้วย
     โดยเครื่องยนต์รหัส A14XFR แถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1398 ซีซี พร้อมวาล์วแปรผัน Double CVC (ไอดี-ไอเสียแปรผัน) ให้กำลังสูงสุด100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ถือเป็นเครื่องยนต์สหกรณ์ที่ใช้ในรถเครือจีเอ็มอย่างว็อกซ์ออลและโอเปิ้ล ด้านระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และธรรมดา 5 สปีด
   แม้เครื่องยนต์ 1.4 ลิตรใหม่จะมีแรงม้ามากกว่าเดิมถึง 6 ตัว (บางประเทศมีรุ่นเทอร์โบ) และเสริมเทคโนโลยีอย่างการควบคุมวาล์วไอดี-ไอเสียแปรผัน และเลือกใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แต่เมื่อมาเจอกับน้ำหนักตัวรถที่เพิ่มขึ้น ย่อมทำให้ระบบขับเคลื่อนชุดนี้ต้องแบกภาระพอสมควร
ผู้เขียนมีโอกาสลองโซนิค ตัวถังซีดาน ทั้งรุ่น1.4LTZ เกียร์อัตโนมัติ (ราคา 6.79 แสนบาท) และ 1.4LT เกียร์ธรรมดา (ราคา 5.88 แสนบาท) โดยรุ่นแรกนั้นการตอบสนองการขับขี่ค่อนข้างอืด และไม่ว่าจะขับย่านความเร็วไหนพลังมาค่อนข้างช้า การไล่ความเร็วจากจุดหยุดนิ่งไปถึง100 กม./ชม ต้องลุ้นกันเหนื่อย บางช่วงผู้เขียนลองกดคันเร่งมิด แต่พบว่ามาแต่เสียงและรอบเครื่องยนต์ที่ดีดสูง 4,000-5,000 ส่วนตัวรถไม่ได้ทะเยอทะยานเท่าไรนัก
     ด้านเกียร์อัตโนมัติอัตราทดชิดทำงานฉับไว และยังมีโหมดเลือกเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง โดยเลื่อนคันเกียร์มาตำแหน่งล่างสุดที่ S จากนั้น ผู้ขับสามารถกดปุ่ม +,- ที่หัวเกียร์ได้ตามใจชอบ  อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เขียนเปลี่ยนมาทดสอบรุ่นเกียร์ธรรมดาพบว่าขับขี่สนุกขึ้น น้ำหนักคลัทซ์ไม่นุ่มไม่แข็งจนเกินไป การโยกเปลี่ยนเกียร์ทำได้กระชับแม่นยำ เลือกใช้เกียร์ 3-4 ตัวรถมีอาการฉุด-ดึงให้รู้สึกและพอจะเร่งลุ้นได้สนุก แต่กระนั้นถ้าตัดใจยัดเข้าเกียร์ 5 รถก็จะกลับเข้ามาโหมด “ง่วงอืด” เหมือนรุ่นเกียร์อัตโนมัติ
   แม้“โซนิค”จะไม่ได้ให้พลังแบบ“สะใจ” แต่ผู้เขียนมองว่า ถ้าขับขี่ในเมืองเป็นหลักเครื่องยนต์ 1.4 ลิตร 100 แรงม้า น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานจริง ที่สำคัญเมื่อไปดูจุดเด่นด้านอื่นๆแล้ว “โซนิค”ไม่แพ้ใครแน่นอน              ประการแรกต้องยกให้การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่นิ่งเงียบ ทั้งเสียงลมปะทะ เสียงการจราจรจากภายนอก รวมถึงเสียงยางบดพื้นถนน
ถัดมาเป็นเรื่องความแน่นเมื่อขับขี่ความเร็วสูง 120-140 กม./ชม. ช่วงล่างเซ็ทมาหนึบหนับ การเปลี่ยนเลนกะทันหัน ไร้การโยนตัวของห้องโดยสาร ขณะเดียวกันยังจัดการแรงสั่นอาการสะเทือนต่างๆได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นโค้งสั้น โค้งยาว ขึ้นลงคอสะพาน “โซนิค” ให้ความมั่นใจดีทีเดียว ซึ่งสองประเด็นนี้น่าจะเหนือกว่าคู่แข่งแบรนด์ญี่ปุ่น และดีพอๆกับ“ฟอร์ด เฟียสต้า”เลยทีเดียว
ด้านพวงมาลัยแบบแรคแอนพิเนียนยังใช้การผ่อนแรงแบบไฮดรอลิก หรือไม่ใช่ไฟฟ้าตามสมัยนิยม ซึ่งส่วนตัวผู้เขียนก็ชอบบุคลิกของพวงมาลัยแบบนี้ครับ ขับความเร็วสูงออกแนวตึงมือนิดๆ พร้อมๆกับการตอบสนองแบบแม่นยำตามธรรมชาติ หักองศาเท่าไหร่รถเลี้ยวได้ตามใจคิด รวมๆแล้วควบคุมได้นิ่งเนียนมั่นใจ              …แต่จะว่าไปถ้ากรณีขับช้าๆหรือวนหาที่จอด พวงมาลัยอาจจะหนักมือไปสักนิดสำหรับคุณผู้หญิง ยิ่งเป็นรุ่น 1.4LTZ ใช้ยางขอบ 16 ซีรีส์ 205/45 อาจจะใช้กำลังมากขึ้นอีกหน่อย ซึ่งพวงมาลัยของโซนิคถือว่าหนักกว่าคู่แข่งทุกยี่ห้อในตลาดแน่นอน
 นอกจากนี้ถ้าวัดกันที่ออปชันอำนวยความสะดวกและปลอดภัย ต้องยอมรับว่า“เชฟโรเลต โซนิค”ไม่ได้โดดเด่นกว่าซับคอมแพกต์รุ่นอื่นๆ หรือเทียบกับรุ่นพี่ๆในตระกูลที่ชอบชูเทคโนโลยีใหม่ๆมาโดยตลอด อย่างรุ่นล่าง LS ไม่มีทั้งเบรก ABS และถุงลมนิรภัย ส่วนรุ่น LT มีเบรก ABS และถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับลูกเดียว ขณะที่ตัวท็อป LTZ จะเพิ่มเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้ามาให้
ด้านอัตราบริโภคน้ำมัน หลังทดสอบกันค่อนข้างโหด (มี 120-140กม./ชม.เป็นหลัก และสลับรถติดในเมือง) โดยรุ่นเกียร์อัตโนมัติ LTZ มีมาตรวัดอัจฉริยะมาให้ ซึ่งผู้เขียนเห็นผลหลังจากขับไปร่วม 200 กิโลเมตร สรุปตัวเลขประมาณ 10 กม./ลิตร อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จีเอ็มแอบบอกผู้เขียนว่า รุ่นเดียวกันนี้ถ้าขับแบบปกติในชีวิตประจำวัน สามารถทำตัวเลขได้ 12 กม./ลิตรสบายๆ
     รวบรัดตัดความ…ละทิ้งทุกความโบราณของอาวีโอไว้เบื้องหลัง ดีไซน์ภายนอก-ภายในทันสมัยสะดุดตา แม้เรี่ยวแรงอาจจะไม่จี๊ดจ๊าดเมื่อเทียบกับซับคอมแพกต์จากญี่ปุ่นที่วางเครื่องยนต์ 1.5 แต่สิ่งที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดความนิ่งเงียบภายในห้องโดยสาร และช่วงล่างแน่น-ทรงตัวยอดเยี่ยม ขณะที่การนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังไม่ได้อึดอัด หรือขยับขยายได้พอๆกับ “ฟอร์ด เฟียสต้า”และ “มาสด้า 2”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL500 รุ่นใหม่ล่าสุด


เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL500 รุ่นใหม่ล่าสุด
วันนี้ (21 มิ.ย.) บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวยนตรกรรมแห่งตำนานสปอร์ต โรดสเตอร์เจเนอเรชันที่ 6 “The new SL-Class” รุ่น SL 350 และ SL 500 BlueEFFICIENCY Sports AMG Roadster ชูความโดดเด่นด้านการออกแบบลดน้ำหนักตัวรถจากโครงสร้างอะลูมิเนียม ภายใต้สมญานาม “Super Light” ผสมผสานการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ BlueDIRECT อันทรงพลังและประหยัดเชื้อเพลิงได้ดียิ่งขึ้น เปิดราคาจำหน่าย 14.49 ล้านบาท สำหรับ SL 500 BlueEFFICIENCY Sports AMG Roadster (รุ่น SL 350 ราคายังไม่เปิดเผย)
   เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL รุ่นใหม่ยึดถือความหมายของตัวอักษร “SL” ซึ่งย่อมาจาก “super, lightweight” โดยการลดน้ำหนักของตัวรถเป็นคุณลักษณะการออกแบบที่เด่นชัด และนับเป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์นำตัวถังรถที่เป็นอะลูมิเนียมทั้งคันมาใช้กับรถที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่ใช้วัสดุชนิดอื่น
นอกจากนั้น ทีมผู้ออกแบบยังนำแมกนีเซียมซึ่งยิ่งมีน้ำหนักเบายิ่งขึ้นมาใช้เป็นชิ้นส่วนปิดด้านหลังถังน้ำมัน และเสา A-Pillar เป็นเหล็กกล้าที่มีความแกร่งสูง เพื่อประสิทธิภาพในเรื่องความปลอดภัย              ขณะเดียวกัน น้ำหนักที่ลดลงนำมาซึ่งความปราดเปรียวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีกว่าเดิม โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ SL รุ่น SL 500 ใหม่ (1,785 กก.) มีน้ำหนักน้อยกว่ารุ่นเดิมถึง 125 กิโลกรัม และ SL 350 ใหม่ (1,685 กก.) น้ำหนักตัวรถลดลงถึง 140 กิโลกรัม
สำหรับพลังขุมขับเคลื่อน เมอร์เซเดส-เบนซ์ SL 500 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BlueDIRECT V8 เทอร์โบคู่ 4663 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 320 กิโลวัตต์ หรือ 435 แรงม้า ที่ 5,250 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิด 700 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที (แรงม้ามากกว่ารุ่นก่อน 12% และแรงบิดเพิ่มขึ้นกว่าเดิม 32%) เร่งทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ใน 4.6 วินาที ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงจากเดิม 22%              ในขณะที่ SL 350 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ BlueDIRECT V6 ขนาด 3498 ซีซี ให้กำลังสูงสุด225 กิโลวัตต์ หรือ 306 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 370 นิวตัน-เมตร ที่ 3,500-5,250 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้วยเวลา 5.9 วินาที มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 6.8-7.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร หรือ 13.3-14.7 กิโลเมตรต่อลิตร หรือลดลงจากเดิม 30%
   โดยทั้งสองรุ่นถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติเดินหน้าแบบ 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS พร้อมเพิ่มความประหยัดด้วยฟังก์ชัน ECO Start/Stop ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมากขึ้นกว่ารุ่นเดิม โดยมีความยาวตัวรถที่ 4,617 มม. (เพิ่มขึ้น 50 มม.) ความกว้างที่ 1,877 มม. (กว้างขึ้น 57 มม.) เส้นสายภายในตกแต่งด้วยลายไม้เชื่อมยาวจากคอนโซลกลางไปถึงแผงหน้าปัดและต่อเนื่องจนไปถึงประตู พร้อมด้วยไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) ที่สามารถปรับได้ถึง 3 เฉดสี คือ สีขาว ส้ม และแดง โดยเลือกเปลี่ยนสีที่พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน นอกจากนั้นยังมีระบบมัลติมีเดีย COMAND Online ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ความบันเทิงต่างๆ รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอีกด้วย
รูปลักษณ์ภายนอกสะท้อนถึงความหรูหรา สง่างาม เริ่มตั้งแต่กระโปรงหน้าที่ยาวรับกับห้องโดยสาร ซึ่งอยู่ในตำแหน่งค่อนไปทางด้านหลัง พร้อมเสริมความงดงามสมบูรณ์แบบด้วยส่วนท้ายของรถที่กว้างและดูทรงพลัง บวกกับเส้นสายที่รับกับทรวดทรงด้านข้างดูแข็งแกร่งทรงพลังแต่แฝงไว้ด้วยความสุขุม ต่อด้วยช่องระบายอากาศและครีบโครเมียม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถรุ่นนี้ สอดรับกับกระจังหน้าแบบรถสปอร์ตคลาสสิกในสไตล์ร่วมสมัย
       ส่วนชุดโคมไฟหน้าแบบไบซีนอน ที่ลาดเอียงดูปราดเปรียววางทอดยาวไปสู่ด้านข้าง มาคู่กับระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (Intelligent Light System – ILS) โดยมีฟังก์ชั่นการส่องสว่างถึง 5 แบบ พร้อมด้วยไฟเลี้ยวซ้าย-ขวาที่เด่นสะดุดตา และไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED นอกจากนั้นยังโดดเด่นด้วยระบบเปิด-ปิดฝากระโปรงท้ายอัตโนมัติ (HANDS-FREE ACCESS) เพียงยื่นปลายเท้าไปใต้กันชนหลัง และหลังคากระจกแบบ Panoramic Vario-roof เปิด-ปิดหลังคาโดยใช้เวลาเพียง 20 วินาที โดยมาพร้อมกับฟังก์ชั่นพิเศษ MAGIC SKY CONTROL ที่สามารถปรับระดับความเข้มของหลังคาเพียงปลายนิ้วสัมผัส เพื่อเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นโรดสเตอร์ หรือคูเป้ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็ว
เหนืออื่นใดยังเป็นการเปิดตัวสองนวัตกรรมใหม่ ครั้งแรกของโลกสำหรับ MAGIC VISION CONTROL ระบบการทำงานของใบปัดน้ำฝนที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งน้ำฉีดล้างกระจกจะถูกส่งออกมาจากก้านปัดน้ำฝนโดยตรง โดยมีการปัดในสองทิศทาง ทำให้ไม่มีการกระจายตัวของละอองน้ำที่จะมาบดบังทัศนวิสัยของผู้ขับขี่ในขณะฉีดน้ำ
   รวมถึงระบบเสียง Front Bass ซึ่งใช้พื้นที่ว่างในโครงสร้างอะลูมิเนียมของตัวรถด้านหน้าเป็นจุดติดตั้งลำโพงเสียงเบส ทำให้เกิดเสียงทุ้มที่สะอาดลุ่มลึกและชัดเจน ให้ความรู้สึกดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงและช่วยสร้างบรรยากาศเสียงแบบคอนเสิร์ตฮอลล์ได้แม้ในขณะที่เปิดหลังคา
ด้านความปลอดภัยมีครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE® ซึ่งมีเพียงแบรนด์เดียวในโลก และระบบช่วยเหลือต่างๆ อาทิ ระบบเข็มขัดนิรภัยแบบรั้งกลับอัตโนมัติ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ถุงลมนิรภัยบริเวณศีรษะ พนักพิงศีรษะ NECK-PRO ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ATTENTION ASSIST ระบบ ADAPTIVE BRAKE และระบบช่วยจอด Active Parking Assist เป็นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในเมอร์เซเดส-เบนซ์ SL รุ่นใหม่
   สำหรับค่าตัวของ “The new SL-Class” รุ่น SL 350 ยังไม่เปิดเผย ส่วน SL 500 BlueEFFICIENCY Sports AMG Roadster สนนราคาอยู่ที่ 14,490,000 บาท โดยมาพร้อมชุดแต่ง AMG Sports packageอาทิ กันชนหน้า กันชนหลัง และสเกิร์ตข้าง, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน พร้อมสวิตช์ควบคุมการทำงาน 12 จุด หุ้มด้วยหนัง Nappa อย่างดี, แผงหน้าปัดลายธงตาหมากรุก, เบาะนั่งตัดเย็บแนวตั้ง เดินขอบด้วยสี designo platinum white pearl (เฉพาะเบาะนั่งสีดำ), ระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ และต่ำลงกว่าปกติ 10 มม., ดิสก์เบรกหน้า-หลังแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า, ล้ออัลลอย AMG ลาย 5 ก้าน ขนาด 19 นิ้ว พร้อมยางหน้า 225/35 R19 และยางหลัง 285/30 R19และพรมรองพื้นสีดำพร้อมสัญลักษณ์ AMG