บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556

การทำงานระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์

การทำงานระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์

ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์มีความสำคัญมากครับลองอ่านกันดูนะครับ


อุปกรณ์ในระบบหล่อเย็นที่สำคัญและจะขาดเสียไม่ได้อีก อย่างหนึ่งก็คือ พัดลมหม้อน้ำ เพราะช่วยในการถ่ายเทความร้อนระหว่างรังผึ้งหม้อน้ำกับอากาศให้สมดุลกับปริมาณความร้อนที่เกิดขึ้น ปัจจุบันพัดลมหม้อน้ำในรถยนต์ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะการควบคุมการทำงานได้ง่ายกว่าชนิดขับด้วยสายพาน แต่มีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำให้มีขนาดใหญ่มาก ๆ ได้เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในรถมีน้อย รถที่ต้องการอัตราการไหลของอากาศมาก ๆ เนื่องจากอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์สูง เช่น รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลจึงยังจำเป็นต้องใช้พัดลมชน ติดที่ขับด้วยสายพานโดยใช้กำลังจากเครื่องยนต์อยู่



โดยปกติพัดลมหม้อน้ำจะไม่ต้องการการบำรุงรักษาใด ๆ เพราะหากชำรุดขึ้นก็เปลี่ยนใหม่ แต่อย่างไรก็ดีควรหมั่นตรวจดูสภาพและการทำงานเป็นระย ะ ๆ โดยการตรวจสภาพและการทำงานของพัดลมหม้อน้ำ ซึ่งควรทำทุกครั้งที่ตรวจระดับน้ำหล่อเย็น ต่อจากนั้นตรวจดูใบของพัดลมว่าไม่แตกหักเสียหายหรือเ ปลี่ยนรูปไป ตรวจดูโครงยึดและกรอบบังลมว่าตรึงแน่นอยู่ในตำแหน่งอ ย่างถูกต้องและไม่มีร่องรอยของการเสียดสี สายไฟและปลั๊กต่อว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ขาด แตกหัก หรือหลุดลุ่ย ตรวจการทำงานของพัดลมหม้อน้ำและวงจรควบคุม โดยสตาร์ตเครื่องยนต์แล้วสังเกตการทำงานของพัดลมหม้อ น้ำในสภาวะปกติ ระหว่างที่ติดเครื่องยนต์ใหม่ ๆ พัดลมหม้อน้ำจะยังไม่ทำงาน พัดลมจะเริ่มหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์เริ่มสู งกว่าอุณหภูมิทำงานปกติ (ประมาณ 85-90 องศาเซลเซียส) และจะหยุดหมุนเมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดต่ำลงกว่ าระดับดังกล่าว สลับไปมาอย่างนี้ตลอดไป



ดังนั้นถ้าพบว่า พัดลมหม้อน้ำทำงานอยู่ตลอดเวลา แสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นในระบบหล่อเย็น หรืออุปกรณ์ควบคุมการทำงานของพัดลม ลองใช้น้ำฉีดที่หม้อน้ำ (อย่าฉีดไปที่ตัวมอเตอร์โดยตรงเพราะจะทำให้เกิดไฟฟ้า ลัดวงจร หรือชิ้นส่วนภายในเสียหาย) ถ้าฉีดแล้วพัดลมหยุดทำงานก็แสดงว่าการระบายความร้อนข องหม้อน้ำไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ปริมาณของสารหล่อเย็นมีไม่พอเพียง เกิดการอุดตันที่ครีมระบายความร้อน มีตะกรันหรือสนิมในหม้อน้ำอุปกรณ์ในระบบหล่อเย็น (ปั๊มน้ำเทอร์โมสตัท) บกพร่อง แต่ถ้าฉีดน้ำจนแน่ใจว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดลงจน ต่ำกว่าอุณหภูมิทำงานแล้ว พัดลมก็ยังไม่หยุดทำงานแสดงว่าอุปกรณ์ควบคุมการทำงาน ของพัดลม (เทอร์โมสวิตช์) บกพร่อง

อาการบกพร่องประการสุดท้าย คือ พัดลมไม่หมุน ลองตรวจดูฟิวส์เสียก่อนเป็นอันดับแรก (ตำแหน่งของฟิวส์ได้จากคู่มือผู้ใช้รถของแต่ละรุ่น) ถัดจากนั้นก็เป็นสายไฟและขั้วเสียบ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ แสดงว่าตัวพัดลมหรือไม่ก็วงจรควบคุมบกพร่อง สำหรับการแก้ไขในกรณีนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ขอ งช่างที่มีความชำนาญเป็นดีที่สุด ไม่แนะนำให้แก้ไขเองครับ ประเดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะวงจรควบคุมพัดลมหม้อน้ำในระบางรุ่นเชื่อมต่ออยู่กับกล่องคอมพิวเตอร์ ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ เคราะห์หามยามร้ายเกิดไปทำกล่องที่ว่านั่นเสียจะกลาย เป็นเรื่องใหญ่

การดูแลรักษาระบบหล่อเย็นโดยสังเขปคงมีเท่านี้ ขอให้ใช้รถในหน้าร้อนได้อย่างสบายอกสบายใจและสนุกสนา นทุกท่านครับ

ที่มา http://www.auto2thai.com/ คลิปจาก youtube

วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Hyundai Santa Fe 2013 สุดเเรงรถเกาหลี


Hyundai Santa Fe 2013 สุดเเรงรถเกาหลี

 เรายังคงมีเรื่องของวงการยานยนต์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจมาฝากคุณผู้อ่านกันอย่างต่อเนื่อง มาล่าสุดสำหรับค่ายรถยนต์ชื่อดังสัญชาติกิมจิอย่าง "ฮุนได" (Hyundai) ก็ได้เปิดตัวรถรุ่นล่าสุดของพวกเขา ด้วยรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ที่คุ้นกันดีในชื่อของ "ซานตาเฟ่" (Santa Fe)

Hyundai Santa Fe 2013 ดุดัน เครื่องแรง โดนใจ


          ที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้ คือ ซานตาเฟ่ รุ่นปี 2013 (All-New Santa Fe, Third generation) รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ทางฮุนไดได้เปิดตัวให้บรรดาสื่อมวลชนของเกาหลีใต้ ได้ยลโฉมกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา โดย ซานตาเฟ่ รุ่นปี 2013 นี้มาด้วยคอนเซ็ปท์ที่เน้นในเรื่องของความปราณีต สง่างาม และเด่นในด้านการใช้งาน

Hyundai Santa Fe 2013 ดุดัน เครื่องแรง โดนใจ

          ทั้งนี้ ซานตาเฟ่ รุ่นปี 2013 มีจุดเด่นที่เห็นชัดและชวนดึงดูดสายตาไม่น้อย กับดีไซน์ที่เรียกกันว่า "Storm Edge" ซึ่งเป็นการดีไซน์ที่ได้รับการต่อยอดด้านการออกแบบของทางฮุนไดโดยเฉพาะ ซึ่งผลที่ได้คือภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวและดุดันไม่น้อยเลยทีเดียว

Hyundai Santa Fe 2013 ดุดัน เครื่องแรง โดนใจ


          ในส่วนของขุมพลังทั้งหลายนั้น ซานตาเฟ่ รุ่นนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร 4 สูบ 190 แรงม้า ตามด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียงพ่วงเทอร์โบ ให้กำลังที่ 264 แรงม้า และ เครื่องยนต์ขุมพลัง V6 ขนาด 3.3 ลิตร ซึ่งทำกำลังได้มากสุดแบบเน้น ๆ ที่ 290 แรงม้า โดยทุกรุ่นจะมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมอ็อพชั่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ในทุกรุ่นไว้สำหรับเป็นทางเลือกสำหรับคนที่เป็นขาลุยโดยเฉพาะ



          สำหรับราคาค่าตัวนั้น ณ ตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อมูลออกมาให้ทราบกัน แต่ที่แน่ ๆ คือทางฮุนไดมีแผนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดในประเทศตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป พร้อมตั้งเป้าจ่อไปด้วยว่า จะขายซานตาเฟ่รุ่นนี้ได้ 152,000 คันภายในปีนี้อีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ SUV ความคุ้มค่า

ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ SUV ความคุ้มค่า

  แม้จะเปิดตัวขายในญี่ปุ่นไปแล้วสำหรับ “ ฟอเรสเตอร์ “ รุ่นใหม่ที่เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 และขณะนี้กำลังยืนอวดโฉมอยู่ที่งาน “แอลเอ มอเตอร์โชว์ 2012” สำหรับตลาดในเอเชียซูบารุเลือกประเทศไต้หวัน (วันที่ 5 ธ.ค.) เปิดตัว ฟอร์เรสเตอร์ รุ่นใหม่


      


       ฟอเรสเตอร์ ใหม่ เปลี่ยนบุคลิกมาเป็น SUV อย่างเต็มตัว พร้อมกับเปลี่ยนรูปแบบและสไตล์ของตัวรถมาเป็นแบบยกสูง และเน้นความบึกบึน แต่ยังไม่ทิ้งกลิ่นอายของสมรรถนะในการขับขี่ โดยรุ่นใหม่มากับตัวถังแบบ 5 ประตูที่มีความยาว 4,595 มิลลิเมตร กว้าง 1,795 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร


       รุ่นนี้มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบนอน ทวินแคม 16 วาล์ว 2,000 ซีซี ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ รุ่นธรรมดา มีกำลังสูงสุด 148 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.0 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที และรุ่นเทอร์โบที่ใช้ระบบ Di หรือ Direct Injection และเทอร์โบแบบ Twin-Scroll เข้าไป ซึ่งรีดกำลังออกมาได้ 280 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 35.7 กก.-ม. ที่ 2,000 รอบ/นาที เลือกส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง หรือ CVT ที่ซูบารุเรียกว่า Lineartronic หรือจะเป็นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะก็ได้


     
       ส่วนระบบขับเคลื่อนมีแบบเดียวเป็นแบบ AWD หรือ 4 ล้อตลอดเวลา พร้อมโหมดที่เรียกว่า X-Mode ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับบนถนนที่ลื่น หรือบนเส้นทางออฟโรดที่วิบากในระดับหนึ่ง ซึ่งในระบบนี้จะมีการติดตั้งระบบ HDC หรือ Hill Descent Control ทำหน้าที่ในการควบคุมความเร็วให้อยู่ในระดับต่ำมาก จนเกือบจะเป็น Walking Speed ในการลงทางลาดชันมากๆ เพื่อความปลอดภัย



       ฟอเรสเตอร์เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่เปิดตัวในปี 1997 และได้รับการพัฒนาขึ้นมาโดยอิงพื้นฐานของคอมแพ็กต์คาร์อย่างอิมเพรซา แต่สามารถตอบสนองความอเนกประสงค์ด้วยตัวถังในสไตล์กึ่งๆ แวกอน และไม่ได้ยกสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับ SUV ที่อยู่ในตลาด ซึ่งทางซูบารุใช้แนวทางนี้ในการทำตลาดให้กับ 2 รุ่นแรกจนได้รับการตอบรับที่ดี
     
       แม้รูปลักษณ์และแนวคิดของตัวรถจะถูกเปลี่ยนไปตั้งแต่เจนเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเปิดตัวในปี 2008 แต่ทว่าซูบารุก็ยังคงคอนเซ็ปต์ของการเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ร้อนแรงเอาไว้ให้กับฟอเรสเตอร์ ในรุ่นใหม่ที่จำหน่ายในญี่ปุ่น มากับเครื่องยนต์เทอร์โบบล็อกใหม่ที่มีกำลังสูงถึง 280 แรงม้าเลยทีเดียว
     
       ค่าตัวของฟอเรสเตอร์ใหม่ในญี่ปุ่นอยู่ที่ 2,089,500-2,936,800 เยน หรือราวๆ 850,000-1,100,000 บาท ส่วนบ้านเรามีขายแน่ คาดว่าจะเปิดตัวต้นปีหน้าราคารุ่นเริ่มต้นประมาณ 1.9 ล้านบาท

บทความจาก ผู้จัดการ คลิปจาก youtube

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2555

รถยนต์ที่เเพงที่สุดปี 2013

รถยนต์ที่เเพงที่สุดปี 2013

อันดับ 10 Jarguar XJ

 ราคาจิ๊บๆ สำหรับเศรษฐี เริ่มต้นที่ตัวเลข 12.2 ล้านบาท สำหรับ ยานยนต์สัญชาติอังกฤษคันนี้ ที่พกความหรูหรามาแบบเต็มคราบ กับความงามที่ยากจะหาใครเทียบเคียง แม้จะงานขนาดนี้แต่ก็แรงใช่เล่นกับ เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ให้กำลัง 385 แรงม้า จับคู่ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด



 อันดับที่ 9 Lexus LS 460

 ขยับขึ้นมาเป็นค่ายพรีเมี่ยมแบรนด์จากรถยนต์คนไทยชอบ นำเสนอรถยนต์ Lexus 460 มาให้เราได้สัมผัสกัน ในเส้นสายความปราณีตที่หาที่สุดไม่ได้ไฟหน้ามาพร้อมไฟแบบ LED 8 ดวง ใต้ฝากระโปรง เน้นหนักในเรื่องของความแรงแบบเปี่ยมสมรรถนะจากเครื่องยนต์ V8 4.6 ลิตรให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า เร่ง 0-100 ก.ม./ ช.ม. ทันใจเพียง 5.7 วินาที ส่วนเรื่องความหรูหายห่วงเพราะนี่เป็นรุ่นใหญ่ของค่าย เคาะราคาขายแค่ 12.8 ล้านบาท

 อันดับที่ 8 Porsche 911 Carrera S

 จากหรูมาดูสปอร์ตกันบ้างกับค่ายรถยนต์ชั้นนำ อีกหนึ่งที่มาพร้อมการนำสเนอสมรรถนะระดับซุปเปอร์ ที่สามารถใช้งานได้ทุกวัน กับเอกลักษณ์ หน้ากบของค่ายรถยนต์ Porsche ที่จัดการยกเครื่องตั้งแต่โครงสร้างอลูมิเนียมใหม่ ให้เบาหวิวบวกระยะฐานล้อเพิ่มขึ้นอีก 100 ม.ม. และยังลู่ลมด้วยค่าสัมประสิทธิเสียดทานเพียง 0.29 Cd แต่ที่ขับสนุกจริงเป็นเครื่องยนต์แบบ Flat 6 3.8 ลิตร ให้กำลัง 400 แรงม้า เร่งสะใจ 0-100 ก.ม./ช.ม. ใน เวลาเพียง 3.9 วินาที ส่วนราคาก็แรงพอกับความเร็ว จัดไป 16 ล้านบาทเท่านั้น

 อันดับที่ 7 Bentley Continental GT


ชื่อนี้เรียกว่าทั้งหรูและแรง สำหรับรถยนต์ Bentley รถจากแดนผู้ดีที่ระห่ำได้ใจจากเวอร์ชั่นหรู สู่เวอร์ชั่นทั้งหรูและแรงกว่าทั่วไป พกเครื่องยนต์ V8 ให้กำลัง 500 แรงม้า พร้อมทะยานความหรูแบบสะใจ จนซุปเปอร์คาร์ต้องเหลียวหลังกับตัวเลข 0-100 ก.ม./ช.ม. ใน 5 วินาทีกว่า ความเร็วปลายก็ทำได้ดีไม่แพ้กันถ้ากล้าเหยีบก็ทำได้ 290 ก.ม./ช.ม. แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้คุณต้องจ่ายราคา 18.9 ล้านบาทเป็นค่าตัว

อันดับที่ 6 Lamborghini Gallardo LP560- Spider

 เจ้ากระทิงดุค่ายรถยนต์ซุปเปอร์คาร์เป็นที่รู้จักกันดีเริ่มต้นด้วยอันดับ6 ในการรับลมชมวิวแบบสปอร์ตพันธุ์แท้ในสไตล์ Spyder ที่คัดสรรวัสดุเกรดดี เรียกว่าไม่ต้องบรรยายสรรพคุณความแรง ส่วนเจ้าตัวนี้ทำความเร็วสูงสุดได้ 325 ก.ม./ช.ม. มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมพลัง 560 แรงม้า แต่ราคาก็แรงตามรถ เคาะขายที่ 23.5 ล้านบาท

 อันดับที่ 5 Lamborghini Gallardo LP 570-4 Superleggera

กระทิงดุอีกคันจากงานมอเตอร์โชว์ 2012 ที่ค่ายรถยนต์เจ้านี้ภูมิใจนำเสนอความแรงเต็มพิกัด กับ 570 แรงม้า ที่ฟังดูไม่ต่างจากอันดับที่ 6 ของเรา แต่ มันเจ๋งกว่า เมื่อคุณรู้ว่าพลังทั้งหมดของมันแบกน้ำหนักเพียง 1340 ก.ก. ทำตัวเลข 0-100 ก.ม./ช.ม. ในเวลาเพียง 3.4 วินาที แต่ราคาก็อัพไปอีก ถ้าอยากได้หยอดกระปุกเอาไว้ให้ได้ 25.5 ล้านบาทแล้วมาว่ากันอีกที

อันดับที่ 4 Rolls-Royce Ghost Extended Wheelbase

ในที่สุดมันก็มาโผล่ที่ไทย สำหรับค่ายถยนต์พันธุ์หรูตัวจริงเสียงจริงในนาม Rolls-Royceแม้แต่เศรษฐีกระเป๋าตุง อาเสี่ยกระเป๋าหนักยังมีร้องจ้าก!! เมื่อเจอราคา โดยในรุ่นนี้ที่ภูมิใจนำเสนอ มันมาพร้อมเครื่องยนต์แบบ V12 ขนาด 6.6 ลิตร ปั่นฝีเท้าด้วยเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 563 แรงม้า และขับสนุกด้วยเกียร์อัตโนมัติ ZF 8สปีด เคาะราคาจนตัวคุณเบาหวิวเมื่อควักเงินจ่ายที่ 27.9 ล้านบาท

อันดับที่ 3 Bentley Mulsanne 2012

อีกคันจากค่ายรถยนต์ Bentley ให้ความหรูหราระดับที่คุณต้องประทับใจ แต่ความประทับใจนี้ต้องใช้เงินถึง 33.6 ล้านบาท จึงจะได้สัมผัส พระราชวังที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ประณีตสุดๆในการออกแบบ และการเลือกวัสดุชั้นดี โดยทั้งหมดไม่ได้เน้นเรื่องแรงมาก แต่ก็จัดขุมพลัง V8 6.8 ลิตร ให้กำลัง 505 แรงม้า พร้อมอภิมหาแรงบิด 1,020 นิวตันเมตร และแม้รถคันนี้ จะหรูหราแต่ความเร็วปลายก็ยังซิ่งได้ถึง 296 ก.ม./ช.ม.

อันดับที่ 2 Lamborghini Aventador LP700-4

เป็นที่ฮากันทั้งโลกไซเบอร์กับชื่อรถคันนี้ ที่มีฝรั่ง แกะคำของค่ายกระทิงดุว่า A Vent และ A door กลายมาเป็นชื่อของรถคันนี้ จริงๆนั่นก็เป็นมุกตลกขำๆ แต่จะไม่ขำ ถ้าคุณจะซื้อรถคันนี้ที่มีราคาค่าตัวกว่า 36.5 ล้านบาท แรงสั่งได้จากเครื่องยนต์ V12 6.5 ลิตร 700 แรงม้า ขับสนุกด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เร่งแรงถึงใจ 0-100 ก.ม. ใน 2.9 วินาที และทำความเร็วสุงสุด 350 ก.ม./ช.ม.

อันดับที่ 1 Rolls-Royce Phatom Drophead Coupe

รถหรูสำหรับท่านผู้นำก็ต้องคันนี้ ที่ไม่รู้ท่านผู้นำเราได้ไปเหมามาเข้าคอลเลคชั่นหรูรึปล่า แต่รถคันนี้คือที่สุดแห่งที่สุดความหรู และแพงในงานมอเตอร์โชว์ 2012 ด้วยราคา 37.9 ล้านบาท มาในแบบรถคูเป้อาจดูเหมือนสปอร์ต แต่ที่นั่งแบบ 2 +2 มาพร้อม 4ประตู ที่ใต้ฝากระโปรงพกเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.75 ลิตร ตอบสนองกำลังสูงสุด 453 แรงม้า ให้แรงบิด 720 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 ใน 6 วินาที ฟังดูมันอาจจะไม่แรงนัก แต่ถ้าเรื่องหรู คงต้องยกให้ไปเลย

วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Hyundai H-1 Deluxe สเปค

 Hyundai H-1 Deluxe สเปค 


ฮุนได H-1 ถือได้ว่าเป็นรถธงจากแดนกิมจิ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย แล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยโกยยอดขายแบบถล่มทลายจากรุ่นแรก มาจนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดขายกว่า 10,000 คัน และล่าสุด ฮุนได ได้เผยโฉม The New Hyundai H-1 Series 2012 ที่มาพร้อมกับความหรูหรา สมรรถนะที่โดดเด่น และความประหยัดอย่างเหนือชั้น



The New Hyundai H-1 Series 2012 ได้รับการปรับแต่งให้มีแรงบิดที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 392 นิวตันเมตร เป็น 441 นิวตันเมตร ในรุ่น H-1 Deluxe และ H-1 Executive เพื่อให้มีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ H-1 Touring เกียร์ธรรมดา ก็ได้รับการปรับแต่งในเรื่องของสเปกให้เหมาะกับการใช้งานที่หนัก แต่เน้นการประหยัดที่มากขึ้น




สำหรับ H-1 ที่ผู้เขียนได้นำมาทดสอบคือ H-1 Deluxe เครื่องยนต์ดีเซล 2,500 ซีซี เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด สัมผัสแรกที่เห็นต้องยอมรับว่ารูปโฉมมีความล้ำสมัย สวยงามไม่แพ้แบรนด์จากญี่ปุ่น หรือยุโรป กันเลยทีเดียว กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมชุดแต่งด้านข้างรอบคัน กันชนหน้า-หลังสีทูโทน พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้า และเพิ่มความปลอดภัยด้วยการติดตั้งไฟเบรกดวงที่ 3 ช่วยให้มองเห็นได้ในระยะไกล ขณะที่ภายในเลือกใช้วัสดุชั้นเยี่ยม



คอนโซลและสีภายในเป็นสีเบจทูโทน พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น พร้อมหัวเกียร์ตกแต่งด้วยวัสดุสีเมทัล แผงปรับอากาศสีเมทัลพร้อมลายไม้ แยกการควบคุมหน้า-หลัง เบาะนั่งหนังแท้ มีทั้งหมด 12 ที่นั่ง โดยแถวที่สองสามารถหมุนได้ แถวที่สามและสี่ปรับเอนและเลื่อนได้ นอกจากนี้แถวที่สี่ยังสามารถพับเก็บได้เมื่อต้องการบรรทุกสิ่งของ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกก็มีให้ครบครัน อาทิ ประตูห้องโดยสารเปิดสไลด์สองข้าง พร้อมกระจกแบบเลื่อนได้ และกล้องมองภาพด้านหลัง พร้อมเส้นกะระยะ เป็นต้น



ช่วงการทดสอบ ผู้เขียนพาสมาชิกในครอบครัวที่มีอยู่ด้วยกัน 6 คน ไปพักผ่อนต่างจังหวัด การขับขี่ในเมืองถึงแม้ว่าจะเป็นรถเอ็มพีวีขนาดใหญ่ แต่ด้วยสมรรถนะของเครื่องยนต์ ที่ปรับแต่งให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้น ทำให้การออกตัวเป็นไปอย่างไหลลื่น ไม่อืดอาดเหมือนรถในเซ็กเมนท์เดียวกัน ในบางเวลาถึงแม้ว่ารถจะติด ก็ไม่ทำให้น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะสามารถดูหนัง ฟังเพลงผ่านจอ LCD ที่ติดเพดานห้องโดยสารได้ ขณะที่การขับขี่นอกเมืองให้ความคล่องตัวดี เบาะนั่ง



หนังแท้ นั่งสบายทุกที่นั่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ หรือผู้โดยสารก็ตาม ระบบปรับอากาศแยกหน้า-หลัง ให้ความเย็นได้อย่างทั่วถึง

ระบบช่วงล่างของ H-1 Deluxe ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังคอยล์สปริง พร้อมแขนยึด 5 จุด ให้การยึดเกาะถนนได้ดี เวลาขับขี่เข้าโค้ง ไม่มีอาการโยนแม้แต่นิดเดียว ขณะที่พวงมาลัยเพาเวอร์ก็ช่วยให้การขับขี่สะดวกมากขึ้น ในส่วนของล้ออัลลอยเป็นแบบสปอร์ต มาพร้อมกับยางขนาด 215/70 R16 ก็เหมาะสมกับตัวรถได้ดี


ด้านความปลอดภัยมั่นใจได้ นอกจากจะมีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก ABS พร้อมดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อแล้ว ฮุนไดยังมีจุดเด่นในเรื่องแชสซีที่มีความหนาและเหนียวเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะฮุนไดเป็นบริษัทผลิตรถยนต์เบอร์หนึ่งของเกาหลี ที่มีโรงงานถลุงเหล็กเป็นของตนเอง ซึ่งสามารถเลือกใช้วัสดุที่ดีแต่มีราคาถูกได้

สรุปแล้ว H-1 Deluxe ถือได้ว่าเป็นรถยนต์เอ็มพีวีหรู ระดับพรีเมียม ที่มีจุดเด่นทั้งในด้านสมรรถนะ และประหยัดน้ำมัน เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รวมทั้งราคาที่ดึงดูดใจเพียง 1,524,000 บาท น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

 ที่มา เเนวหน้า

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

All New Isuzu D-MAX น่าซื้อหรือเปล่า

All New Isuzu D-MAX น่าซื้อหรือเปล่า

 อีซูซุเปิดตัวปิกอัพรุ่นใหม่ "อีซูซุดีแมคซ์ รุ่นใหม่หมด" เริ่มวางจำหน่าย 14 ตุลาคมนี้ 




          เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา มร. ฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์จำกัด ได้เปิดตัวปิกอัพรุ่นใหม่ "อีซูซุดีแมคซ์ รุ่นใหม่หมด" (the All-new Isuzu D-Max) ที่เป็นการพลิกโฉมหน้าปิกอัพรุ่นใหม่ ด้วยการผสานเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์และเทคโนโลยียานล้ำสมัย ความเร็วประหนึ่งรถไฟหัวกระสุน กำหนดมาตรฐานใหม่ อีกทั้งคิดค้นและสร้างสรรค์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถปิกอัพทั่วโลกอย่างแท้จริง



          โดยคนไทยจะได้สัมผัสรถรุ่นใหม่นี้ก่อนประเทศใดในโลก ที่ซึ่งมีการเปิดตัว The All New Isuzu D-MAX ในรอบสื่อมวลชนไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ (29 กันยายน) ที่อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี และจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 14 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป สนนราคาเริ่มต้น รุ่นสปาร์ค ตอนเดียว ราคา 465,000 บาท ส่วนรุ่นท็อป วี-ครอส 4 ประตู ราคา 994,000บาท


งานเปิดตัว Isuzu 2012 หรือ All new Isuzu D-Max

งานเปิดตัว Isuzu 2012 หรือ All new Isuzu D-Max

งานเปิดตัว Isuzu 2012 หรือ All new Isuzu D-Max

งานเปิดตัว Isuzu 2012 หรือ All new Isuzu D-Max

คุณสมบัติพิเศษของอีซูซุดีแมคซ์ใหม่
 รูปลักษณ์ภายนอก
          สำหรับอีซูซุ ดีแมคซ์ โฉมใหม่นั้น มาพร้อมกับรูปลักษณ์แนวสปอร์ต มีการดีไซน์ด้านหน้าให้เป็นแบบสามมิติ เพิ่มความชัดในการมองเห็น มีไฟหน้าขนาดใหญ่ และไฟท้ายแบบ LED ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการรถกระบะที่มีการนำเอาไฟแบบ LED มาใช้ และตัวถังแค็ปเปิดได้
 ห้องโดยสาร
          เป็นการดีไซน์แบบ "DELUXE CAPSULE" ผสานกับ "UNIVERSAL DESIGN" ทำให้ห้องโดยสารมีขนาดใหญ่ สะดวกสบายเหมาะสมกับทุกสรีระ ส่วนเบาะนั่งคนขับสามารถปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง 
 แผงหน้าปัด
          ดีไซน์แผงหน้าปัดขนาดใหญ่แบบ Super Vision ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ได้หลากหลายรูปแบบ แถมยังมีโหมดภาษาไทยให้เลือกด้วย ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว และปรับความสว่างได้อัตโนมัติ
 ระบบเสียง
          ติดตั้งระบบเสียงเป็นแบบ "SURROUND SOUND" สูงสุดถึง 8 ลำโพง มีลำโพงคู่หน้าขนาดใหญ่พิเศษ FULL-SIZE 6x9 นิ้ว และลำโพง EXCITER ติดตั้งบนเพดาน ช่วยให้เสียงสมจริงทุกรายละเอียด พร้อมฟังก์ชั่นปรับระดับเสียงโดยอัตโนมัติตามความเร็วของรถ

Isuzu 2012 หรือ All new Isuzu D-Max
 เครื่องยนต์

          สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลใหม่ 2500 Ddi VGS TURBO หรือเทอร์โบแปรผัน สามารถรีดกำลังสูงสุด 136 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที ส่วนเครื่องยนต์  2500 Ddi TURBO รีดกำลังสูงสุดได้ 116 แรงม้าเท่าเดิม และหากเป็นเครื่องยนต์ 3000 Ddi VGS TURBO จะให้กำลังสูงสุด 177 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที

 เกียร์
          ปรับเกียร์ใหม่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อม "REV-TRONIC" ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามใจ และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แบบ "SPORT-SHIFT" ช่วยให้เข้าเกียร์ง่ายจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ไหลลื่น

 ล้อและช่วงล่าง
          ขยายฐานและความกว้างของล้อให้ใหญ่ขึ้น กระจายน้ำหนักได้สมดุลขึ้น ด้วยการจัดตำแหน่งเครื่องยนต์ใหม่ให้อยู่เยื้องหลังล้อคู่หน้า พร้อมแชสซีส์ขนาดใหญ่ในรถระดับเดียวกัน ส่วนช่วงล่างได้รับการออกแบบมาให้เป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้นพร้อมคอยส์สปริง และแหนบขนาดยาวพิเศษในช่วงล่างหลัง เพื่อให้ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น

 ระบบความปลอดภัย
          มั่นใจได้ด้วยระบบความปลอดภัยแบบป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ด้วยเบรก ABS พร้อม EBD และ BA นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการทรงตัว ESC และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว ประกอบกับหม้อลมเบรกขนาดใหญ่พิเศษ 10.5 นิ้ว พร้อม TIED-BAR ดิสก์เบรกหน้าขนาดใหญ่ 300 มิลลิเมตร พร้อมคาลิปเปอร์แบบลูกสูบคู่

          ที่สำคัญ อีซูซุดีแมคซ์โฉมใหม่ยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบป้องกันขณะเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบเหล็กกล้า ที่ผลิตจากเหล็กหนาพิเศษ และตัวถังแบบซูเปอร์ สเปซแค็บ (SUPER SPACECAB) บานแค็บเปิดได้ (ตู้กับข้าว)
 อื่น ๆ
          - แกนพวงมาลัย และแป้นเบรกแบบยุบตัวได้ 
          - เข็มขัดนิรภัยมีกลไกดึงกลับอัตโนมัติ 
          - มีระบบล็อกประตูอัตโนมัติ ซึ่งจะทำงานทันที เมื่อรถวิ่งได้ความเร็วประมาณ 20-25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 
          - ระบบป้องกันกระจกหนีบ (WINDOW JAM PROTECTION) ด้านคนขับ 
          - เทคโนโลยี "ISUZU INSIGHT" ช่วยประมวลผลและวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่แบบเฉพาะตัว ทำให้การขับขี่ปลอดภัย และประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Land Rover Range Rover รุ่นใหม่ล่าสุด


Land Rover Range Rover  รุ่นใหม่ล่าสุด
  ทิ้งระยะเวลาร่วม 10 ปี ในที่สุด แลนด์ โรเวอร์ ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้กับเอสยูวีระดับลักซัวรี่ของตัวเองอย่าง “เรนจ์โรเวอร์” แล้ว เมื่อเผยภาพของรุ่นใหม่แกะกล่องที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงานที่ปารีส และจากนั้นจะเริ่มขายในยุโรปทันที ก่อนทยอยเปิดตัวในอีก 160 ประเทศทั่วโลก

land rover range rover sport
ในรุ่นใหม่นี้เป็นเจนเนอเรชันที่ 4 นับตั้งแต่ชื่อของเรนจ์โรเวอร์ เป็นที่รู้จักกันของนักขับทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1970 เพื่อเจาะตลาดเอสยูวีระดับหรู ส่วนในรุ่นที่กำลังนับถอยหลังเตรียมเลิกทำตลาดเปิดตัวเมื่อปี 2002 และถือเป็นเรนจ์โรเวอร์รุ่นแรก ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้เจ้าของใหม่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู ก่อนที่กิจการของแลนด์โรเวอร์จะถูกขายออกไปให้กับฟอร์ดในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่เรนจ์โรเวอร์ใหม่รุ่นนี้เปิดตัวออกมา
     สำหรับรุ่นใหม่มีรหัสของการพัฒนา คือ L405 และถูกพัฒนาภายใต้เจ้าของใหม่อย่างทาทาแห่งอินเดีย มาพร้อมกับตัวถังแบบ 5 ประตูที่เน้นน้ำหนักตัวที่เบาขึ้นด้วยการใช้อะลูมิเนียมในการผลิตชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า และโครงสร้างของแชสซีส์ด้านท้ายของตัวรถ และจากการนำอะลูมิเนียมมาใช้ในการผลิตตัวถังทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงประมาณ 39% หรือคิดเป็น 420 กิโลกรัมเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นที่ใกล้เคียงกันในตัวถังที่แล้ว

        ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถหันมาเน้นการผสมผสานแนวคิดของความเป็นรถสปอร์ตเข้ากับสมรรถนะในการบุกตะลุยบนเส้นทางวิบาก และยังแฝงเอาไว้ด้วยความหรูหราในทุกรายละเอียด ส่วนในแง่ความทนทานนั้น ทางแลนด์โรเวอร์ บอกว่า ไม่ต้องกังวลเพราะโปรเจ็กต์นี้มีการนำเรนจ์โรเวอร์ใหม่ออกวิ่งทดสอบจริงตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 20 ประเทศ เพื่อให้เผชิญหน้ากับความหลากหลายประเภท
ทางเลือกของเครื่องยนต์จะมี 3 รุ่น จากขุมพลัง 2 แบบ คือ เบนซิน แบบ วี8 และเทอร์โบดีเซล แบบ วี6 และ วี8 ในรุ่น TDV6 และ SDV8 ซึ่งให้ทั้งสมรรถนะ ความประหยัดน้ำมัน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต่ำ