บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 สเปค ราคา


ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 สเปค ราคา
     ปอร์เช่ เตรียมเปิดตัว 911 คาร์เรร่า 4 (911 Carrera 4) ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ active all-wheel drive system และระบบ PTM (Porsche Traction Management) แถมเน้นการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์และน้ำหนักเบา โดยมีให้เลือกถึง 4 เวอร์ชัน

          
      911 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ล่าสุดนี้ จะเริ่มทำการเปิดตัวสู่ตลาดถึง 4 เวอร์ชันด้วยกัน คือ 911 คาร์เรร่า 4, 911 คาร์เรร่า 4S ทั้งในรูปแบบคูเป้ (Coupe) และ คาบริโอเลต (Cabriolet) ซึ่งความเป็นสปอร์ตจะเต็มพิกัดเสมือนเวอร์ชันขับเคลื่อนล้อหลัง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบรถให้เน้นเรื่องน้ำหนักเบา ระบบกันสะเทือนหรือช่วงล่าง เครื่องยนต์ และระบบส่งผ่านกำลัง ซึ่งมีเพียงระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อเท่านั้นที่แตกต่างออกไป โดยทั้ง 4 รุ่นมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยกว่ารุ่นเดิมถึง 16% และมีน้ำหนักที่เบากว่าเดิมถึง 65 กิโลกรัมเลยทีเดียว
ด้านมิติตัวรถ ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและแตกต่างของ 911 แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ คือ ความกว้างของด้านหลังรถ หากเปรียบเทียบกับรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง ซุ้มล้อทางด้านหลังจะขยายกว้างขึ้นข้างละ 22 มม.ยางหลังจะมีความกว้างกว่าเดิม 10 มม.ไฟท้ายแดงที่เชื่อมยาวจากไฟท้ายข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่แต่ได้มีการพัฒนาออกมาในรูปแบบใหม่
     โดยทุกรุ่นจะติดตั้งระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์ธรรมดา 7 จังหวะ มาเป็นมาตรฐานให้กับตัวรถ และยังสามารถเลือกติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK เป็นอุปกรณ์เสริมได้ รุ่น 911 คาร์เรร่า 4 คูเป้ มีพละกำลังแรงม้าสูงสุดถึง 350 แรงม้า (257 กิโลวัตต์) และสามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที (รุ่นคาบริโอเลตทำได้ในเวลา 4.7 วินาที) โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 285 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (รุ่นคาบริโอเลต 282 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งด้วย
   สำหรับอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงหากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK มาด้วยแล้ว สำหรับรุ่นคูเป้จะอยู่แค่เพียง 8.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 203 กรัม/กิโลเมตร) ส่วนรุ่นคาบริโอเลตอยู่ที่ 8.7 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 205 กรัม/กิโลเมตร)
ส่วนทั้งรุ่นคูเป้และคาบริโอเลตของ 911 คาร์เรร่า 4 เอส ต่างใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตรแบบ boxer ติดตั้งทางด้านหลัง และสร้างพละกำลังเครื่องยนต์สูงสุดถึง 400 แรงม้า (294 กิโลวัตต์) ทำให้สร้างอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 4.1 วินาทีเท่านั้น (รุ่นคาบริโอเลต : 4.3 วินาที) ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 299 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (รุ่นคาบริโอเลต 296 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงหากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK สำหรับรุ่นคูเป้อยู่ที่ 9.1 ลิตร/100 กิโลเมตร (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 215 กรัม/กิโลเมตร) ส่วนรุ่นคาบริโอเลตอยู่ที่ 9.2 ลิตร/100 กิโลเมตร (อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร)
   ใน 911 คาร์เรร่า 4 ใหม่นี้จะมีเมนูใหม่ที่แผงหน้าปัดเพื่อทำการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ว่าระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ PTM นั้น กำลังกระจายพละกำลังเครื่องยนต์อย่างไร ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีระบบ Adaptive Cruise Control (ACC) ให้เลือกติดตั้งได้ในทุกๆ รุ่น เพื่อควบคุมระยะห่างและความเร็วของรถอีกด้วย หากติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติ PDK มาด้วยแล้วนั้น ระบบ ACC จะเพิ่มฟังก์ชั่นความปลอดภัย Porsche Active Safe (PAS) เพื่อช่วยป้องกันการชนทางด้านหน้า ไม่เพียงเท่านี้ ปอร์เช่ยังนำเสนอกระจกซันรูฟใหม่ล่าสุดให้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์เสริมที่สามารถเลือกติดตั้งได้สำหรับ 911 คาร์เรร่า คูเป้ อีกด้วย และหากติดตั้งระบบเกียร์มาตรฐานและระบบ Sport Chrono Pack มาด้วยนั้นจะสามารถเพิ่มความเป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น หากอยู่ในโหมดสปอร์ต พลัส ระบบจะทำการ double-declutches ระหว่างลดระดับเกียร์อีกด้วย
สำหรับรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่นี้ออกมาทดแทนเจนเนอเรชันเดิมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งมียอดขายถึง 24,000 คัน ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา ถือได้ว่ามีส่วนแบ่งการตลาดจากยอดขาย 997 เจนเนอเรชันที่ 2 ถึง 34% เลยทีเดียว แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาของระบบขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยม นั่นคือ 911 ที่มาพร้อมกับการขับเคลื่อนสี่ล้อ อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์ที่มาพร้อมกับระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง (Direct petrol injection) ระบบเกียร์อัตโนมัติ (Porsche Doppelkupplung (PDK)) และระบบควบคุมการทรงตัว Porsche Traction Management (PTM) แบบไฟฟ้า ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2011 ปอร์เช่ ส่ง 911 คาร์เรร่า 4 จีทีเอส (911 Carrera 4 GTS) ที่มีเครื่องยนต์ขนาด 3.8 ลิตร และมีพละกำลังสูงสุดถึง 408 แรงม้า (300
ผู้จัดการ

Nissan Sylphy สเปค ราคา


Nissan Sylphy สเปค ราคา
 สิ้นสุดการรอคอยกันสักที สำหรับรถยนต์ซีดานนัมเบอร์ล่าสุดของค่ายนิสสัน อย่าง “Nissan Sylphy” (นิสสัน ซิลฟี) ที่สาวกนิสสันทั้งหลายต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอยกันมาแสนนาน เมื่อได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ววานนี้ (30 สิงหาคม) พร้อมราคาเปิดตัวที่น่าจะโดนใจใครหลายคนอยู่ไม่น้อย
สำหรับ Nissan Sylphy เป็นรถยนต์ที่ทางค่ายผลิตออกมาตีตลาดเพื่อสู้กับคู่แข่งอย่าง Honda Civic, Mazda 3 และ Toyota Altis แทนรุ่น Latio หรือ Tida 4 ประตู ที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก ส่วน Nissan Sylphy มีเครื่องยนต์ 2 ขนาดให้เลือกทั้ง 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร ให้เลือกสรรตามการใช้งาน
ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกของ Nissan Sylphy เรียกได้ว่าสวยงามและเรียบหรู ดูโอ่อ่าและภูมิฐาน ตามสไตล์นิสสัน แต่แฝงไปด้วยออปชั่นที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยเป็นเลิศ ถึงแม้ว่าการออกแบบด้านหน้าจะคล้ายกับรุ่น Almera อีโคคาร์ 4 ประตู แต่ Nissan Sylphy จะโดดเด่นสะกดทุกสายตา ด้วยไฟ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่โฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง
สำหรับ Nissan Sylphy จะมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีเทา (Deep Iris Grey), สีขาวมุก (White Pearl), สีดำ (Black Star), สีเงิน (Brilliant Silver), สีแดง (Radiant Red) และสีเกรย์ยิช บรอนซ์ (Greyish Bronze) ซึ่งตามรายงานข่าวแจ้งมาว่าจะวางจำหน่ายทั้งหมด 6 รุ่น โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 746,000 บาท ถึง 931,000 บาท
ที่มา kapook ภาพจาก อินเตอร์เน็ต

Mazda Minagi สเปค ราคา


Mazda Minagi สเปค ราคา
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก MAZDA
เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่ได้น้อย สำหรับการเปิดตัวยานยนต์นัมเบอร์ล่าสุดของค่าย “มาสด้า” (Mazda) อย่าง “มินากิ” (Minagi) เมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดทาง บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำ มินากิ ข้ามน้ำข้ามทะเลจากประเทศญี่ปุ่น มาให้ชาวไทยได้ยลโฉมกันอย่างใกล้ชิดแล้ว ในงาน “Motor Show 2012″ เมืองทองธานี ในวันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายน 2555
mazda minagi
สำหรับรถต้นแบบ มินากิ เปิดตัวอย่างอลังการครั้งแรก ในงานเจนีวามอเตอร์โชว์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทางมาสด้าเผยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เรียกกันว่า “โคโด ดีไซน์” นับได้ว่าเป็นรถเจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้าเลยก็ว่าได้ โดยการออกแบบ “โคโด มาสด้า มินากิ” เป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีดั้งเดิม มานำเสนอในรูปแบบที่แสดงออกถึงอารมณ์ และสมรรถนะการขับขี่ที่ตื่นเต้นเร้าใจมากกว่าเดิม ซึ่งก็สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้กับลูกค้าเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ มินากิ ยังได้ติดตั้งระบบขับเคลื่อนและโครงสร้างแบบ “SKYACTIV” ซึ่งจะช่วยทำให้น้ำหนักของรถลดลงไปอย่างมาก แต่ยังคงระดับความปลอดภัยเอาไว้เช่นกัน
ส่วนคอนเซ็ปต์ในการพัฒนาเทคโนโลยีสุดล้ำ เพื่อมาเป็น มินากิ นั้น ได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวของสัตว์ และมนุษย์ จึงถูกออกแบบด้วยองค์ประกอบที่ผสมผสานกันระหว่าง ความแข็งแรง กับความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว และกระฉับกระเฉง อีกทั้งยังตอบสนองการใช้งานอย่างอิสระ ด้วยรูปทรงสุดหรู กระทัดรัด และนำสมัย ดูลงตัว และพร้อมดึงดูดทุกสายตาเมื่อยามขับขี่โลดแล่นไปบนถนน
แต่ถ้าใครอยากทราบรายละเอียดของเครื่องยนต์นั้น คงต้องอดใจรอกันอีกสักนิด เพราะว่าทางมาสด้ายังขออุบไว้ก่อน รอไว้ไปลุ้น พร้อมยลโฉม มินากิ คันเป็น ๆ กันที่งาน Motor Show 2012 ส่วนใครที่สนใจจับจองซื้อรถยนต์มาสด้าด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 2.35%  แถมประกันชั้น 1 ให้ฟรี! ก็ไม่ควรพลาดงานนี้ทุกประการ เพราะทางมาสด้าเขามอบข้อเสนอสุดพิเศษให้เฉพาะงานนี้งานเดียวเท่านั้น
ขอบคุณบทความจากเเลภาพจาก kapook

Volkswagen Amarok รุ่นใหม่ล่าสุด ราคา


Volkswagen Amarok รุ่นใหม่ล่าสุด ราคา
ช่วงนี้หากจะพูดถึงเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ ในแวดวงยานยนต์แล้ว งานใหญ่ระดับประเทศอย่าง”Motor Expo 2012″ ที่กำลังจะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ดูจะเป็นที่พูดถึงและเป็นที่รอคอยของเหล่าคนรักรถกันพอสมควร เพราะในงานนี้ จะมีรถรุ่นใหม่ ๆ จากค่ายดังต่าง ๆ นานา ตบเกียร์เดินหน้าพร้อมมานำเสนอกันอย่างเต็มที่
volkswagen amarok
ทั้งนี้ทั้งนั้น หากใครที่ชื่นชอบขับขี่รถกระบะเป็นพิเศษ ก็คงจะให้ความสนใจกับข่าวนี้พอสมควร เมื่อล่าสุดทาง ”Volkswagen” ค่ายรถดังจากประเทศเยอรมนี ได้เปิดเผยให้ทราบแล้วว่าพวกเขาจะส่งกระบะน้องใหม่อย่าง ”Amarok” มาให้คนไทยเราได้เห็นและได้จับจองเป็นเจ้าของกันแล้วด้วยสนนราคาที่ 1.8 ล้านบาท
สำหรับ Volkswagen Amarok จะเป็นกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร TDI Bi Turbo พร้อมกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ ZF 8 สปีด โดยสามารถปรับการขับขี่ในโหมดสปอร์ตและระบบปกติได้ อีกทั้งในส่วนของความปลอดภัย ก็จะมีระบบเบรคป้องกันล้อล็อค ABS และ ระบบควบคุมการทรงตัว ESP มาด้วย
ด้าน ”ไทยยานยนต์” ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ค่าย Volkswagen ในประเทศไทย ได้ประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า ทาง Volkswagen พร้อมส่ง Amarok มาลุยตลาดรถกระบะในบ้านเราอย่างเต็มตัว โดยการนำเอาจุดเด่นอย่าง ระบบเกียร์ ZF ซึ่งตามปกติจะติดตั้งเฉพาะรถระดับหรูเท่านั้น มาใส่ในกระบะคันนี้ ซึ่งจะช่วยให้การขับรถกระบะ จะนุ่มนวล เงียบ และแรงกว่ากระบะอื่น ๆ ทั่วไป
ว่ากันว่า Volkswagen Amarok จะจับกลุ่มลูกค้าระดับ B+ ที่ชื่นชอบกิจกรรมท้าทายสำหรับคนรุ่นใหม่และตอบสนองสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยจะกำหนดราคาเริ่มต้นไว้ที่ 1,800,000 บาท ซึ่งหากใครที่สนใจก็อดใจรอกันอีกสักนิด เพราะช่วงปลายปีนี้ก็จะได้เห็น Amarok ตัวจริงเสียงจริงกันแล้ว

ฮาร์เลย์ เดวิดสัน 1940 สุดยอดคลาสสิค


ฮาร์เลย์ เดวิดสัน 1940 สุดยอดคลาสสิค
แม้ว่าในช่วงรอยต่อระหว่างทศวรรษที่ 30-40 ค่ายผู้ผลิตรถจักรยานยนต์สัญชาติอเมริกันอย่าง “ฮาร์เลย์ เดวิดสัน” จะต้องทำหน้าที่หลักโดยการส่งผลผลิตเข้าร่วมสมรภูมิรบระดับนานาชาติ สำหรับใช้เป็นยานพาหนะของเหล่าหทารหาญในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
        
 ขณะเดียวกันในด้านสายการผลิตเพื่อวางจำหน่ายให้กับสิงห์นักบิดก็ยังเปิดทำการควบคู่กันไป โดยรูปโฉมจะมีความแตกต่างกันตามลักษณะการใช้งาน และสำหรับคันที่ “ASTVผู้จัดการมอเตอริ่ง” นำมาให้ชมคันนี้ก็คือ ผลผลิตของฮาร์เลย์ เดวิดสัน ปี 1940 ในโฉมของรูปแบบพลเรือนนั่นเอง
“กว่าจะรวบรวมอะไหล่เพื่อบูรณะให้เป็นคันสมบูรณ์ และวิ่งใช้งานได้ปกติแบบนี้ ผมต้องใช้ความอดทนรอคอยนานกว่า 3ปี” เจ้าของรถผู้มีพื้นเพมาจากจังหวัดนครสวรรค์ หรือมีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักในแวดวงรถโบราณว่า “โจ-นครสวรรค์” เริ่มต้นเล่าถึงความเป็นมาของสองล้อคันโปรดด้วยความภาคภูมิใจ
 “ตัวรถผมเน้นเดิมๆ ทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์สูบวีทวิน ขนาด 1,200 ซีซี. ไซด์วาล์ว เสื้อเหล็ก ระบายความร้อนด้วยอากาศ สตาร์ทเท้า เกียร์มือ 4 สปีด โดยเฉพาะระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ทองเหลืองทั้งดุ้น ซึ่งถือเป็นเจเนอเรชันแรกๆ ของฮาร์เลย์ เดวิดสันก็ว่าได้”
ของดีหาดูยาก คาร์บูเรเตอร์ผลิตจากทองเหลืองทั้งลูก
โจ นครสวรรค์ เล่าต่อว่า ในด้านสมรรถนะการใช้งานไม่มีงอแง ซิ่งออกทริปพร้อมคลับวินเทจไบค์ ไทยแลนด์ ไป-กลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ได้อย่างชิลๆ ด้วยความเร็วเฉลี่ย 65 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 100 กม./ชม.              “การขับขี่ควบคุมอาจจะดูแปลกไปสักหน่อย เพราะใช้การเหยียบคลัทช์เหมือนรถยนต์คือเท้าซ้าย เปลี่ยนเกียร์ด้วยมือข้างๆ ถังน้ำมัน คันเร่งที่แฮนด์ด้านซ้ายใช้เร่งองศาไฟจุดระเบิด ส่วนด้านขวาใช้เร่งการจ่ายเชื้อเพลิงให้เครื่องยนต์ สองส่วนนี้ต้องสมดุลกัน ส่วนผสมมันถึงจะกลมกล่อมวิ่งได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่เบรกหน้าอยู่แฮนด์ซ้าย เบรกหลังอยู่ที่เท้าขวาเหมือนมอเตอร์ไซค์ทั่วไป”
ครั้นถามถึงอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เจ้าของรถยิ้มก่อนตอบว่า “ไม่ต้องพูดถึงครับ เพราะเป็นของคู่กันกับรถโบราณอยู่แล้ว ถ้าจะให้ไปเปรียบเทียบกับรถใหม่ยิ่งพวกหัวฉีดมันเป็นรถคนละกลุ่ม พวกนั้นสำหรับวิ่งใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่อย่างคันนี้เอาไว้ขี่ทางไกลท่องเที่ยว หรือเอาไปโชว์ตัวตามงานรวมรถโบราณต่างๆ”              สำหรับงบประมาณที่ทุ่มลงไป ให้กับฮาร์เลย์ เดวิดสัน ปี 1940โฉมพลเรือนคันนี้ เจ้าของรถเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้นทุนตัวเลขเกินกว่า 7 หลักไปแล้ว ของแต่งบางส่วนต้องไปแข่งประมูลตามอีเบย์ หากเป็นของแท้ตรงรุ่นราคาก็ยิ่งแพงและหายาก ดังนั้น อย่าแปลกใจว่าอุปกรณ์บางส่วนที่เห็นจะเป็นของที่ผลิตในยุคนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าหาง่ายกว่าจึงต้องยอมใช้ทดแทนกันไป
 “ของแต่งที่ใส่เพิ่มมีกันล้มรอบคัน ดุมล้อโครเมียมหน้า-หลัง ขอบคิ้วข้างถังน้ำมัน เบาะไอ้เข้พร้อมสปริงรับน้ำหนักสำหรับคนซ้อนท้าย (เบาะเดิมนั่งได้คนเดียว) กระเป๋าข้าง 2 ใบ และสปอร์ตไลท์อีก 2 ดวง”
เบรกหน้าอยู่ที่แฮนด์ฝั่งซ้าย พร้อมปุ่มแตรและสวิตซ์สัญญาณไฟสูง
สองล้อโบราณหนึ่งในมรดกยานยนต์ที่มีจุดกำเนิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้ โจ นครสวรรค์ ยืนยันว่ามีไม่ถึง 10 คันในเมืองไทย เพราะคนเล่นเฉพาะกลุ่ม เห็นรถก็รู้ว่าเจ้าของคือใคร และถ้านับเฉพาะในกรุงเทพ รุ่นโฉมพลเรือนแบบนี้มีอยู่แค่ 3 คันเท่านั้น
ที่มา ผู้จัดการ

จักยานยี่ห้อไหนดีที่สุด


จักยานยี่ห้อไหนดีที่สุด
1.ANCHOR
http://www.anchor-bikes.com
แบรนด์จักรยานแข่งของบริดจ์สโตนไซเคิล ผู้ผลิตจักรยานใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งในปี 90 ได้ผลิตเฟรม Neo-Cot ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้รูปร่างที่เหมาะสมที่สุดขึ้นมาเป็นครั้งแรก มีทีมแข่งเป็นของตัวเองจึงสามารถวิเคราะห์การใช้งานจริงได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จในการผลิตอุปกรณ์ชั้นเยี่ยมต่างๆ จักรยานที่ผลิตออกมาในปี 08 มีทั้ง Track Racer ที่ทีมชาติญี่ปุ่นใช้อยู่ จักรยานถนน Cross Country MTB และสปอร์ตโมเดลที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย รวมทั้งอะไหล่อื่นๆอีกมากมาย
2.BIANCHI
http://www.bianchi.com
ชื่อของแบรนด์เป็นภาษาอิตาลีแปลว่าท้องฟ้า มีกำเนิดมาจากร้านจักรยานซึ่ง Edoardo Bianchi เปิดขึ้นในมิลานเมื่อปี 1885 จนมามีทีมแข่งจักรยานถนนเป็นของตัวเองในปี 1940 Fausto Coppi ฮีโร่นักปั่นชาวอิตาลีเป็นผู้นำรถแบรนด์นี้ลงแข่งได้รับชัยชนะในการแข่งสำคัญๆมากมายจนทำให้แบรนด์โด่งดัง ปัจจุบัน BIANCHI เป็นผู้ผลิตจักรยานที่มีสินค้าหลากหลาย รถซิตี้ไบค์ของแบรนด์นี้มีดีไซน์ที่ทันสมัยและได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น รวมถึงชุดจักรยานและ Accessories ต่างๆที่ทำออกมาในสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำแบรนด์
3.BLUE
http://www.rideblue.com แบรนด์นี้มีฐานการผลิตอยู่ที่แอตแลนตาในอเมริกา เป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถแข่งตรงตามชื่อเต็มๆของบริษัทที่ชื่อ BLUE COMPETITION CYCLES ใช้อยู่ในการแข่งระดับโลกมากมาย ผลิตรถจักรยานแข่งโดยใช้เทคโนโลยีการขึ้นรูปคาร์บอนแบบเดียวกับรถ F1 สินค้าหลักคือจักรยานถนน มีทั้งแบบ Time Trial และ Cyclo-cross
4.BMC
http://www.bmc-racing.comจักรยานแบรนด์สวิส ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1994 เป็นผู้พัฒนา Damping System สำหรับ MTB ที่แปลกใหม่และมีประสิทธิภาพ จนมีชื่อเสียงโด่งดังในสวิสในฐานะผู้นำการผลิตจักรยานแบบไฮบริด เริ่มก้าวไปมีชื่อเสียงในต่างประเทศเมื่อปี 01 หลังจากเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับ PHONAK ทีมจักรยานถนน ในการแข่งตูร์ เดอ ฟรองซ์ปี 06 และ 07 จักรยานแบรนด์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากในเรื่องโครงสร้างส่วนบนของ Seat Tube ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โมเดลปี 08 ซึ่งมีทั้งจักรยานถนน MTB และ Cyclo-cross ล้วนแต่ใช้ Tube คาร์บอนนาโนแบบใหม่ล่าสุดซึ่งพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
5.CANNONDALE
http://www.cannondale.com
แบรนด์จากอเมริกาที่มีกำเนิดมาจากสถานีรถไฟแห่งหนึ่งในรัฐคอนเนคติกัตเมื่อปี 1971 ความโดดเด่นอยู่ที่ Tube อลูมิเนียมขนาดใหญ่ทำให้ก้าวขึ้นสู่ความนิยมอย่างรวดเร็ว และเมื่อเสริม Function แบบจักรยานแข่งเข้าไปอีก ก็ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่นักแข่งดังๆทั้ง MTB และจักรยานถนน ปัจจุบันผลิตจักรยานออกมามากมายหลายรูปแบบ ทั้ง MTB จักรยานถนน โมเดลเฉพาะสุภาพสตรี รถCity Use นอกจากนี้ชุดจักรยานซึ่งมีทั้งแบบชุดแข่งและชุดใส่ลำลองก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
6.CERVELO
http://www.cervelo.com/
เปิดตัวในวงการแข่งเมื่อปี 1995 ด้วยรถ Time Trial ชื่อของแบรนด์มาจากคำว่า Cervello เป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “สมอง” รวมกับคำว่า Velo ซึ่งแปลว่า “จักรยาน” ในภาษาฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้มาจากการผลิตรถตามออเดอร์ให้นักจักรยานTime Trial ชั้นนำ เมื่อมาผลิตจักรยานออกขาย รถโมเดล Time Trial ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักไตรกีฬา หลังจากนั้นจึงมีการผลิตจักรยานสำหรับการแข่งจักรยานถนนตามปกติออกมา ลักษณะเด่นของแบรนด์คือฟอร์มของจักรยานที่ดูเพรียวลมราวลูกธนู มีบทบาทโดดเด่นอยู่ในตรู เดอ ฟรองซ์
7.COLNAGO
http://www.colnago.com
ก่อตั้งขึ้นที่เมือง Cambiago ชานเมืองมิลานโดย Ernesto Colnago ชาวอิตาลีเมื่อปี 1953 Ernesto เป็นช่างเทคนิคที่เคยทำงานให้ Eddy Merckx และได้ใช้ความกว้างขวางในวงการเป็นฐานในก้าวเข้าสู่วงการแข่งจักรยานถนน ผลงานของเขาเป็นที่ชื่นชอบของนักปั่นชั้นนำมากมาย อาทิ Giuseppe Saronni นักปั่นชาวอิตาลี และนักปั่นในทีม Mapei เฟรมของค่ายนี้มักจะใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าค่ายอื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Straight Fork หรือเฟรมคาร์บอน โมเดลหลักๆในปี 08 เป็นคาร์บอนโมเดลที่จัดเป็นโมเดลรถแข่งชั้นยอดของโลก
8.CORRATEC
http://www.corratec.com
ผู้ผลิตจักรยานจากเยอรมัน ถือกำเนิดขึ้นที่เชิงเทือกเขาแอลป์สทางตอนใต้ของเยอรมันในปี 1982 จักรยานของค่ายนี้ผลิตขึ้นเพื่อให้ใช้งานได้ดีที่สุดในสภาพภูมิประเทศแบบหุบเขา จึงได้มีการค้นคว้าเพื่อให้จักรยานมีน้ำหนักเบาและอัตราทดดีที่สุด จนเกิดเป็นเทคโนโลยีเฉพาะตัว ต่อมาได้เริ่มผลิตรถจักรยานแข่งอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือจาก Sannino ผู้ผลิตเฟรมชื่อดังของอิตาลี โมเดลปี 08 ล้วนแล้วแต่เป็นโมเดลที่ผลิตขึ้นจากวัสดุชั้นสุดยอด
9.DE ROSA
http://www.derosanews.com
แบรนด์จักรยานถนนซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย Ugo De Rosa ปรมาจารย์แห่งวงการจักรยานอิตาลีที่เมือง Cusano ชานเมืองมิลาน มีหัวใจสีแดงเป็นสัญลักษณ์ เฟรมที่ Ugo ผลิตได้รับความนิยมในหมู่นักแข่งชั้นนำ เช่น Eddy Merckx เป็นอย่างมาก การผลิตจักรยานของค่ายนี้ทำเองในโรงงานของครอบครัวที่มีลูกๆและตัว Ugo เป็นกำลังสำคัญ จึงได้ชื่อว่าเป็นเสมือนงานฝีมือของผู้เชี่ยวชาญ
10. EDDY MERCKX
http://www.eddymerckx.be
EDDY MERCKX ยอดนักปั่นชาวเบลเยียมแชมป์ตูร์ เดอ ฟรองซ์ 5 สมัยและแชมป์ในการแข่งสำคัญๆอื่นๆอีกมากมาย เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ขึ้นหลังออกจากวงการ สมัยเป็นนักแข่ง EDDY MERCKX เข้มงวดอย่างยิ่งกับจักรยานที่เขาขี่ เมื่อมาเป็นผู้ผลิตเองเขาจึงตรวจสอบการผลิตอย่างกวดขันนับตั้งแต่ขั้นตอนการเชื่อมเฟรมไปจนถึงการทำสี ว่ากันว่าบางครั้ง EDDY MERCKX ถึงกับลงมาช่วยบรรจุหีบห่อและส่งจักรยานด้วยตัวเองเลยทีเดียว

แบรนด์รถยนต์มูลค่าสูงสุด


แบรนด์รถยนต์มูลค่าสูงสุด

ปาดหน้าแชมป์เก่าขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผยเลยทีเดียว สำหรับค่ายรถดังแดนยุโรปอย่าง “BMW”ที่มาคราวนี้ทำการเร่งสปีดแซงหน้า “Toyota” ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในด้านของของการเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีมูลค่าสูงสุด โดย BMW มีมูลค่าสูงถึงกว่า 24,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว
ผลการประกาศนี้ได้รับการยืนยันจากการจัดอับดับ 100 แบรนด์ต่าง ๆ ทั่วโลกของ Millward Brown บริษัทที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ ๆ ทั่วโลก ซึ่งการจัดอันดับนี้จะเกี่ยวกับมูลค่าของแบรนด์นั้น ๆ โดยในแวดวงยานยนต์ BMW ได้ก้าวขึ้นมาครองอันดับที่ 1 ในปีนี้ แทนที่ของ Toyota ที่เคยครองอันดับ 1 เมื่อปีที่แล้ว ด้วยมูลค่าที่มีประเมินการณ์อยู่ที่ราว ๆ 24,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือร่วม ๆ 740,000 ล้านบาท
สิ่งที่ทำให้ BMW ขึ้นมายิ่งใหญ่แบบนี้ได้ ทางนักวิเคราะห์ของ Millward Brown อธิบายไว้ว่า BMW สามารถทำตามเป้าหมายหลัก ๆ ของพวกเขาได้ อีกทั้งในแง่ของรถรุ่นใหม่ ๆ นั้น ก็ถือเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นดี ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายได้ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีในส่วนของระบบการดำเนินที่มีความต่อเนื่องและแข็งแกร่งมาก ตามด้วยการวางแผนในระยะยาวที่ดูเป็นระบบ มีแบบแผนนั่นเอง
ส่วน Toyota ที่ต้องหล่นมาเป็นที่ 2 นี้ก็ไม่ได้หมายความว่ายนตรกรรมของพวกเขาไม่ดีแต่อย่างใด หากแต่เป็นผลพวงมาจากเหตุภัยธรรมชาติ ทั้ง แผ่นดินไหว สึนามิ และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด รวมถึงน้ำท่วมในประเทศไทยเราเมื่อปลายปีที่แล้วด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อ Toyota โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเสีย กำลังการผลิต และเรื่องของรายได้ที่โดนกระทบเข้าอย่างจัง และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ยังส่งผลไปยังแบรนด์รถดังค่ายอื่น ๆ ของญี่ปุ่นอย่าง Honda และ Nissan ด้วยเหมือนกัน
นอกจากนั้นแล้วยังมีค่ายรถอื่น ๆ ติดอันดับตามอีกเพียบ โดยเราขอเรียง 10 อันดับแรกของค่ายรถยนต์ กับมูลค่าของพวกเขาดังนี้
1. BMW มีมูลค่า 24,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 740,000 ล้านบาท)
2. Toyota มีมูลค่า 21,799 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 654,000 ล้านบาท)
3. Mercides-Benz มีมูลค่า 16,111 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 483,000 ล้านบาท)
4. Honda มีมูลค่า 12,647 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 379,000 ล้านบาท)
5. Nissan มีมูลค่า 9,853 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 295,000 ล้านบาท)
6. Volkswagen มีมูลค่า 8,519 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 255,000 ล้านบาท)
7. Ford มีมูลค่า 7,025 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 211,000 ล้านบาท)
8. Audi มีมูลค่า 4,703 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 141,000 ล้านบาท)
9. Hyundai มีมูลค่า 3,598 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 108,000 ล้านบาท)
10. Lexus มีมูลค่า 3,392 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 101,000 ล้านบาท)
kapook.com